"หัวหน้าไทยศรีวิไลย์" ยอมรับรัฐธรรมนูญปัจจุบันควรแก้ไข โดยเฉพาะให้อำนาจ 250 ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี พร้อมบอกสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคให้ทบทวนตัวเองจะถอยหรืออยู่กับรัฐบาลเพื่อแก้วิกฤต เชื่อปฏิรูปสถาบันฯหาทางออกร่วมกันได้ สะกิดนายกฯให้ถามครอบครัวจะอยู่หรือไป

24 ตุลาคม 2563 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค ร่วมทำบุญเลี้ยงภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ เนื่องในโอกาสจัดตั้งพรรคไทยศรีวิไลย์ ครบรอบ 2 ปี ณ วัดอรุณราชวรมหาวิหาร พร้อมทั้งถวายผ้าห่มพระปรางค์ประธานวัดอรุณราชวรมหาวิหารโดยนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า วันนี้ (24ต.ค.) ครบรอบ 2 ปีของการก่อตั้งพรรคไทยศรีวิไลย์ ถือว่าเป็นพรรคน้องใหม่ ในการลงเลือกตั้งครั้งแรกก็ได้ ส.ส. มา 1 คน แต่ด้วยครั้งที่ผ่านมาพรรคส่งผู้สมัครไม่ครบ ซึ่งหากส่งครบก็คงจะได้ ส.ส. ประมาณ 2 คน และวันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้มาทำบุญ ซึ่งพรรคไทยศรีวิไลย์ก็ต้องเติบโตต่อไปในอนาคตทั้งนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีประสบการณ์มากมาย ได้รู้ว่ากระบวนการในการทำพรรคการเมืองภายใต้กติกาปัจจุบัน มีสิ่งใดบ้างที่สามารถทำได้และทำไม่ได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ผ่านการทำประชามติ และใช้มา 3 ปีแล้วนั้น เริ่มรู้สึกว่าไปต่อไม่ได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นความเป็นประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญ เรื่องของ ส.ว. 250 คน ที่ไม่สมควรมีอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองในปัจจุบันส่วนกรณีที่ได้โพสต์สอบถามประชาชนว่าจะให้ตนทำอะไรต่อจากนี้ เป็นเพียงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนเริ่มรู้จักพรรคไทยศรีวิไลย์มากขึ้น ซึ่งพรรคก็เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ทำโดยประชาชน เพื่อประชาชน ก็ต้องสอบถามความเห็นของประชาชน และก็พบว่าความเห็นของประชาชนก็มีหลากหลาย ทั้งอยากให้อยู่ต่อ และให้ลาออกจากการเป็น ส.ส. และพรรคร่วมรัฐบาล"มีอยู่ 2 มุมด้วยกัน มุมที่ 1 คือ อยากให้ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล มุมที่ 2 คือ อยากให้อยู่ช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์ ต่อ ส่วนให้ลาออกจาก ส.ส.ก็มี แต่น้อย เพราะว่าไม่เกิดประโยชน์ ส่วนลาออกจากหัวหน้าพรรคนั้น แทบไม่มี เพราะฉะนั้ นมันเกิดความขัดแย้งจากสถานการณ์สำรวจโพลมาแล้ว เพราะบางส่วนก็อยากให้ออก และบางส่วนก็ไม่อยากให้ออก" นายมงคลกิตติ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความขัดแย้งที่เกิดเป็นทางความคิด เพราะมีการนำสถาบันหลักของชาติมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้ประชาชนสองฝ่ายที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของสถาบันฯ มา 781 ปี มีความขัดแย้งกัน แต่ต้องอย่าลืมว่ายุคสมัยเปลี่ยนผ่านไป ดังนั้น ในปี 2020 จะเป็นปีที่เปลี่ยนผ่านไปด้วยความขัดแย้งเกิดสงคราม หรือ เปลี่ยนผ่านแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย หรือการเปลี่ยนผ่านแบบร่วมสมัย ซึ่งยุคปัจจุบันเป็นยุคดิจิตอล มีการสื่อสารไร้พรมแดน ที่ไม่สามารถปิดอะไรได้ ทุกอย่างรู้เท่ากันหมดและเร็ว

"ผมจึงบอกให้สมาชิกและกรรมการบริหารพรรค อย่าคิดถึงประโยชน์ส่วนตัว ว่าอยู่กับรัฐบาลแล้วจะได้อะไร ออกไปแล้วจะได้อะไร เราต้องคิดว่าอยู่แล้วบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ไหม อยู่แล้ววิกฤตการเมือง ความขัดแย้งนี้จะหายไปไหม หรือออกไปแล้ววิกฤตความขัดแย้งนี้ จะลดลงจนสามารถที่จะหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันได้ ทำให้พี่น้องประชาชนสองฝ่ายไม่ต้องฆ่ากัน และไม่ต้องเกิดผลกระทบลามบานปลาย ไปถึงกระทบความไม่มั่นคงของสถาบันฯ นี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องร่วมกันคิดร่วมกันตัดสินใจ" นายมงคลกิตติ์ กล่าว

"เต้ พระราม7"กล้าเสนอ"บิ๊กตู่"ให้ปรึกษาครอบครัวไปต่อหรือพอแค่นี้

ส่วนทางออกในสถานการณ์ปัจจุบัน หลังกลุ่มผู้ชุมนุมขีดเส้นตายให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั้น ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องระบุให้ชัดว่า เปลี่ยนแปลงอย่างไร สามารถถอยได้แค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องสถาบันฯ ที่เชื่อว่าจะหาทางออกร่วมกันได้ โดยไม่จาบจ้วงและใช้เหตุผล"นายกฯก็ต้องรับฟัง และขอให้เข้าวัดทำจิตใจให้สงบโปร่งใส ปรึกษาครอบครัว ภรรยาและลูก ว่าจะทำอย่าไรดี จะอยู่หรือไป อย่าปรึกษาคนพรรคร่วมรัฐบาล หรือคนที่ได้ประโยชน์จากการอยู่ของพล.อ.ประยุทธ์ อย่างเดียว ไม่เช่นนั้นประเทศจะไปสู้ทางตัน" นายมงคลกิตติ์ ระบุ