ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"จตุพร"มองนายกฯเปิดวิสามัญไม่แก้ปัญหาแต่สร้างวิกฤตใหม่

1.94K 48
จตุพรมองนายกฯเปิดวิสามัญไม่แก้ปัญหาแต่สร้างวิกฤตใหม่

"จตุพร พรหมพันธุ์" มองนายกฯขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญไม่ใช่ทางออก แต่เป็นการสร้างวิกฤตขึ้นมาใหม่ เตือนม็อบสวมเสื้อเหลืองอย่าคิดไปก่อเรื่อง เพราะจะทำลายสถาบันฯเสียเอง

23 ตุลาคม 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ แต่ละฝ่ายต้องตั้งหลักคิดกันภายใต้พื้นฐานว่าต่างก็เป็นคนไทย มีความรักชาติบ้านเมือง และสำคัญที่สุด ประเทศไทยยังจะต้องยืนหลักคำว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และก็ขีดเส้นใต้กันที่เหลือนั้น เป็นเรื่องความเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งหากอยู่ในสถานการณ์อันนี้ เชื่อว่าสามารถคลี่คลายสถานการณ์การได้ตามลำดับ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ พูดง่ายๆว่าจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่หนีเสือปะจระเข้  

ทั้งนี้ ส่วนตัวพยายามเรียกร้องถึงการประชุมสภาสมัยวิสามัญ แต่เมื่อเริ่มต้นด้วยการอภิปรายเพื่อหาทางออกจากวิกฤต และตนได้อ่านสิ่งที่นายกรัฐมนตรี เสนอไปยังประธานรัฐสภานั้น แน่นอนที่สุดเมื่อนายกฯ ได้อ่านแถลงในที่ประชุมรัฐสภา หลังจากนั้นจะไม่ใช่การอภิปรายหาทางออก แต่จะเป็นการตอบโต้กันในที่ประชุมสภา แล้วจะกลายเป็นจุดที่สร้างวิกฤตขึ้นมาใหม่ ซึ่งต่างคนต่างก็ปัญหาว่า การอภิปรายรอบนี้จะสร้างวิกฤตขึ้นมาใหม่ หากไม่มีการปรับกระบวนท่า และรูปแบบซึ่งตนพยายามเสนอซ้ำๆ หวังว่า จะได้ฟังกันบ้าง 

"หากวันที่ 26 ต.ค.นี้ แทนที่จะพูดเรื่องวิกฤตของชาติ ควรนำปัญหาออกมาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างน้อยที่สุด คือ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า พรรคร่วมรัฐบาลเองก็มีมติเห็นชอบในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการให้มี สสร. ซึ่งแปลว่า หลังจากที่บรรดาหัวหน้าพรรคการเมือง อย่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงอย่างชัดเจนสนับสนุนให้ความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ ส.ว.บางคนก็บอกว่าได้รับสัญญาณใหญ่ชนิดมีใครปฏิเสธไม่ได้  ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิด สสร.นั้น จะผ่านรัฐสภาอย่างแน่นอน ดังนั้น แปลว่า ส.ว.จะได้เกิน 84 เสียง ซึ่งผมก็พูดมาตั้งแต่ต้นว่า หากผ่านก็ผ่านทั้งหมด ไม่ผ่านก็ผ่านทั้งหมด" นายจตุพร กล่าว   


ประธาน นปช. กล่าวต่อว่า เมื่อแต่ละฝ่ายต่างได้แสดงสัญญาณออกมา ทางกลไกในร่างของไอลอว์ หรือร่างของประชาชนซึ่งก็มีตัวอย่างมากในการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอร่างของประชาชนเข้าไปนั้น ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 2550 ไม่เคยสำเร็จแม้แต่เพียงเรื่องเดียว ดังนั้น ที่บอกว่ามีการให้สิทธิ์ประชาชนเสนอกฎหมายนั้น ยังคงเป็นวาทกรรมลวงโลก เพราะขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อเสนอร่างของประชาชนเข้าไปก็ถูกตีตกทุกครั้ง และไม่เคยประสบความสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อมาครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ขั้นตอนในการตรวจสอบรายชื่อ ผ่านสภาผู้เเทนาาษฎร ส่งไปยังกรมการปกครองตรวจซ้ำ ซึ่งใช้เวลาเป็นแรมเดือน  

อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายลงมติก็จะมี 7 ร่าง ของฝ่ายค้าน 5 รัฐบาล 1 และ ประชาชน 1 ตนเชื่อว่าหากวันที่ 26 ต.ค.ได้สร้างบรรยากาศที่ดี และการอภิปรายให้เริ่มต้นวันที่ 27 ต.ค. แม้รัฐบาลจะขอประชุม 2 วัน แต่รัฐบาลเองก็สามารถจะขยายเวลาได้ หากวันที่ 27 ต.ค.นี้ อภิปรายยังไม่จบ ก็อภิปรายต่อในวันที่ 28-29 ต.ค.นี้ โดยมองว่าไม่ควรล็อกไว้ แต่ควรเปิดปลาย เพราะในสมัยประชุมนั้นก็สามารถขยายกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หรือแม้แต่กระทั่งว่าจะอภิปรายวันเดียวให้จบมันก็จบ ส่วนประเด็นการต่อสู้ก็ว่ากันไป ซึ่งตนประกาศชัดเจนว่า จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน 

"สำหรับปัญหา ณ ขณะนี้ หากแต่ละฝ่ายรู้จักการเสียสละบ้าง และอย่าคิดว่าตัวเองแน่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครแน่กว่าใครในทางปฏิบัติ เพราะอำนาจไม่ใช่สมบัติติดตัว มีมาก็มีไป มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ นี่คือสัจธรรม ผมก็ยังประหลาดใจว่า การคิดหาทางออกทางการเมืองนั้น การเปิดสภาวันที่ 26-27 ต.ค.นั้น เพื่อจะพูดเรื่องการหาทางออกวิกฤตของบ้านเมือง เป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าที่สุด เพราะจะกลายเป็นการสร้างวิกฤตใหม่โดยไม่จำเป็น" ประธาน นปช. ระบุ  

อย่างไรก็ตาม แต่ละฝ่ายต้องคิดในลักษณะที่ว่า การออกมาต่อสู้นั้น หรือการจะมาสำแดงอะไรกัน ต้องดูแรงเหวี่ยงเรื่องผลกระทบ ยิ่งใส่เสื้อเหลือง ยิ่งต้องคิดมาก จะไปทุบตีกับใครไม่ได้ เพราะยิ่งจะสร้างความเสียหายให้กับสถาบันฯ ดังนั้น ต้องอยู่ด้วยความสงบ แสดงความจงรักภักดี แต่ต้องไม่มีลักษณะที่ใส่เสื้อเหลืองเพื่อไปเผชิญหน้า ดังนั้น หากรักสถาบันฯ จริงต้องไม่กระทำลักษณะนี้

"ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแม้กระทั่งในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ ที่ประชุมรัฐสภา หรือจะวงกรรมาธิการก็ตาม การต่อสู้ทางการเมืองนั้น ต้องไม่เอาสถาบันฯ เข้ามาเพื่อป้องกันตน และไว้ทำลายบุคคล บางคนชั่วมาตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นไปสู่ความดีกับใครก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ยกสถาบันฯ มาบังหน้า พูดง่ายๆว่าเมื่อตัวเองไม่มีความดี เป็นของตังเอง ก็เอาสถาบันฯมาบังหน้าตัวเอง แล้วไปทำลาย ปฏิปักษ์ แล้วตัวเองก็กลายเป็นคนดีขึ้นมาฉับพลัน ทั้งที่ตัวเองก็เป็นคนชั่วมาตลอดชีวิต"นายจตุพร กล่าว

ทั้งนี้ ตนก็เคยพูดว่าไม่เห็นด้วยกับการนำเอาสถาบันฯ มาใช้เพื่อป้องกันตน เพื่อประโยชน์แห่งตน และไว้ทำลายบุคคลอื่น ซึ่งการกระทำนี้ ถือว่าเป็นการทำลายสถาบันฯเสียเอง ดังนั้น การทำหน้าที่พสกนิกร ต้องใช้ความระมัดระวังในการแสดงออก แต่หากเพื่อการเผชิญหน้า หรือต้องการที่จะมีเรื่อง ต้องไม่ใส่เสื้อเหลืองออกมา เพราะยิ่งใส่เสื้อเหลืองออกมาแล้วมาก่อเรื่อง ยิ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่การเห็นแก่สถาบันฯ แต่เป็นการเห็นแก่ตัวหรือพวกพ้อง

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend