ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564

นักกฏหมาย 452 คน ลงชื่อแถลงการณ์ค้านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จี้ปล่อยผู้ชุมนุม-ถอนข้อกล่าวหา

2.57K 28
นักกฏหมาย 452 คน ลงชื่อแถลงการณ์ค้านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จี้ปล่อยผู้ชุมนุม-ถอนข้อกล่าวหา

กลุ่มนักกฏหมายจำนวน 452 คน ร่วมลงชื่อออกแถลงการณ์ค้านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ ชี้เป็นการทำเกินกว่าเหตุ จี้ปล่อยผู้ชุมนุม-ถอนข้อกล่าวหา

18 ตุลาคม 2563 กลุ่มนักกฏหมายจำนวน 452 คน ร่วมกันออกแถลงการณ์ของนักกฎหมายต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ และการใช้กำลังเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 โดยระบุข้อความดังนี้...

ตามที่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนได้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองและยื่นข้อเรียกร้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ประเทศเป็นอารยะมากขึ้น และรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครภายหลังการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ ดังกล่าวรัฐบาลออกข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และข้อห้ามอื่น ๆอีกหลายประการ ส่งผลให้เมื่อมีการชุมนุมอีกในคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2563 เจ้าหน้าที่รัฐจึงใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนทำให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนได้รับบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย และถูกจับกุมจำนวนมาก บุคคลผู้มีรายนามข้างท้ายนี้มีความเห็นว่า การกระทำของรัฐบาลในกรณีดังกล่าวขาดความชอบธรรมและไม่ถูกต้องตามหลักรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ จนกระทั่งการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จึงขอแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องรัฐบาล ดังต่อไปนี้

1. ถึงแม้ว่าระบบกฎหมายจะยอมให้รัฐสามารถจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญได้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นสภาวะวิกฤติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที แต่ก็มิได้หมายความว่าระบบกฎหมายจะอนุญาตให้รัฐประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตามอำเภอใจ หรืออนุญาตให้ขยายเหตุที่ไม่มีความร้ายแรงเพียงพอให้ใหญ่โตขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการได้มาซึ่งอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน จนทำให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินกลายเป็น "รัฐประหารจำแลง" การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งนั้น ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการเดินทาง

เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ มาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงกำหนดเงื่อนไขของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงว่า จะต้องเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริง ทั้งที่ปรากฏในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมใหญ่ของประชาชน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงย่ำรุ่งของวันถัดมาเป็นการชุมนุมและแสดงออกตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการประทุษร้ายใด ๆ ต่อบุคคลและทรัพย์สินที่ถึงระดับกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ คงมีเพียงการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้ชุมนุมและผู้ที่เห็นต่างบ้างซึ่งยังสามารถ

ดำเนินการตามกฎหมายปกติได้ หากรัฐบาลเห็นว่าผู้ชุมนุมคนหนึ่งคนใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ ก็สามารถบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและกฎหมายอื่นได้อยู่แล้ว เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของประชาชนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เข้าเงื่อนไขตามที่มาตรา 11 ของพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการฉุกเฉินฯ บัญญัติไว้ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงดังกล่าวโดยรัฐบาล ซึ่งอ้างเหตุผลหลายเรื่องผสมปนเปกัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำของรัฐบาลในกรณีนี้ยังสุ่มเสี่ยงที่จะถูกนานาอารยประเทศมองว่าเป็นการบิดเบือนการใช้อำนาจรัฐ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่ต่างประเทศมีต่อประเทศไทย และจะยิ่งซ้ำเติมสภาวะทางเศรษฐกิจให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ซึ่งผลกระทบสุดท้ายย่อมตกแก่ประชาชนคนสามัญ


2. แม้จะมีความพยายามของรัฐบาลในการให้เหตุผล หรือเชื่อมโยงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงกับเหตุการณ์รถพระที่นั่งของพระราชินีเคลื่อนผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กรณีย่อมเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามขยายเหตุการณ์ดังกล่าวไปในทางที่เป็นผลร้ายเกินกว่าที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงมาก ถึงขนาดมีการตั้งข้อหากับผู้ชุมนุมบางคนในฐานประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีตามมาตรา ๑๑๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และแจ้งข้อหานี้เพิ่มเติมกับผู้ชุมนุมในบริเวณดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ด้วย มาตรา 110 เป็นกฎหมายอาญาที่มีโทษรุนแรงมากถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต 

ฉะนั้น การตั้งข้อหานี้กับบุคคลใด เจ้าหน้าที่รัฐต้องระมัดระวังมิให้มีลักษณะของการตีความตัวบทแบบขยายความจนพ้นความหมายตามธรรมดาของถ้อยคำ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการใช้และการตีความกฎหมายตามอำเภอใจซึ่งถือเป็นการบิดเบือนกฎหมาย และอาจทำให้เข้าใจไปได้ว่าเป็นการตั้งข้อหาในลักษณะของการบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อรับใช้วัตถุประสงค์ทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ที่ถูกต้องแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องคำนึงว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นครบองค์ประกอบความผิด และมีพยานหลักฐานประจักษ์ชัดตามสมควรว่าผู้นั้นหรือกลุ่มคนเหล่านั้นมีเจตนาประทุษร้าย หรือก่อความรุนแรงใด ๆ ต่อเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตราดังกล่าวหรือไม่ 

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณชน ย่อมมีเหตุควรเชื่อได้ว่าการที่รถพระที่นั่งฯ ขับฝ่าเข้าไปในเส้นทางที่ประชาชนกำลังชุมนุมในพื้นที่อยู่ก่อนนั้น อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการประสานงานเกี่ยวกับเส้นทางเสด็จของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งผู้ชุมนุมล่วงหน้าถึงเส้นทางรถพระที่นั่งฯ ดังกล่าวด้วย จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่เมื่อรถพระที่นั่งฯ เคลื่อนผ่านผู้ชุมนุมจะเกิดความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการขัดขวางใด ๆ จากผู้ชุมนุม และสุดท้ายขบวนรถก็สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ แม้ผู้ชุมนุมจะแสดงสัญลักษณ์ของการชุมนุมและร่วมกันส่งเสียงแสดงความคิดเห็นบางอย่างออกไป ก็หาใช่การประทุษร้ายและการพยายามประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 แต่อย่างใดไม่ 

การที่รัฐด่วนกล่าวอ้างและตั้งข้อหาร้ายแรงนี้กับผู้ชุมนุมในบริเวณนั้น จึงเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และไม่อาจยอมรับได้ และยิ่งไม่อาจยอมรับได้มากขึ้นอีกเมื่อรัฐบาลอ้างเหตุดังกล่าวเป็นเหตุผลหนึ่งในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อให้ตนมีอำนาจจำกัดลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมโดยอาศัยกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะไม่ต้องการให้มีการชุมนุมของประชาชนอีกต่อไป เพื่อรักษาสถานะที่เป็นอยู่ (status quo) ของตนเอาไว้ให้จงได้

3. เมื่อปรากฏว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเสียแล้ว การที่รัฐบาลออกข้อกำหนดตามความในมาตรา ๙ ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ห้ามมิให้มีการชุมนุม จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ข้อกำหนดเหล่านั้นจึงไม่อาจเป็นฐานแห่งการใช้กำลังของเจ้าหน้าทีในการสลายการชุมนุมได้ และต้องถือว่าผู้ชุมนุมยังคงมีสิทธิในเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธอยู่เช่นเดิม หากจะมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งส่วนใดกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะฯ รัฐก็ต้องไปดำเนินการกับบุคคลในส่วนนั้นต่างหาก โดยต้องตระหนักถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญของผู้ชุมนุมด้วยเสมอ 

ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังสลายการชุมนุม เมื่อค่ำวันที่ 16 ตุลาคม 2563 บริเวณแยกปทุมวันและสถานที่ใกล้เคียง ทั้งที่ไม่ปรากฏว่าผู้ชุมนุมกระทำการใดที่ละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง อีกทั้งผู้ชุมนุมจำนวนมากเป็นเยาวชนที่เพียงต้องการแสดงความคับข้องใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองและระบบกฎหมายในปัจจุบัน จึงนอกจากจะเป็นการเกินสมควรกว่าเหตุ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว ยังละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกด้วย

โดยอาศัยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ผู้มีรายนามในแถลงการณ์นี้จึงขอเรียกร้องให้

1) ปล่อยตัวผู้ชุมนุมทางการเมือง ซึ่งถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ ทันที โดยไม่มีเงื่อนไขการปล่อยตัว

2) ถอนข้อกล่าวหาฐานประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และ

3) เพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองได้โดยสงบ ปราศจากอาวุธ อันเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติคุ้มครอง และเป็นหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มพร้อมรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend