ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ปิยบุตร"จี้นายกฯยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินพร้อมลาออก

1.24K 42
ปิยบุตรจี้นายกฯยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินพร้อมลาออก

"คณะก้าวหน้า" เสนอ 5 ข้อเรียกร้องไปถึงรัฐบาล ขอยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นายกฯลาออกจากตำแหน่งเพื่อเสียสละให้ประเทศ เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา

16 ตุลาคม 2563 นายปิยบุตร แสงกนกกุลเลขาธิการคณะก้าวหน้า แถลงว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและการดำเนินคดีกรณี "ขบวนเสด็จ" โดยในวันที่ 15 ต.ค. เวลา 04.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเนื้อความในประกาศนั้นสรุปได้ ว่า 1.มีการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2.การชุมนุมก่อให้เกิดความปั่นป่วนในความไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน

3.กระทบต่อเหตุการณ์เส้นทางพระราชดำเนิน 4.มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลของรัฐ และ5.อ้างถึงการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 โดยอาศัยตามมาตรา 11 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งการจะประกาศสถานการณ์ร้ายแรง ตามมาตรา 11 ได้นั้น ต้องมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่มีความรุนแรงต่อความมั่นคงต่อรัฐ ทรัพย์สินของรัฐและบุคคลจะต้องมีข้อเท็จจริงนี้เกิดขึ้นก่อน จึงจะประกาศเหตุฉุกเฉินร้ายแรงตามมาตรา 11 ได้

"ที่ผ่านมาการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา ไม่ได้มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงของรัฐ โดยนักเรียน นิสิต นักศึกษา ตั้งเวทีปราศรัยและทำกิจกรรมต่างๆ ทุกคนมารวมตัวกัน หากคนที่มีสติสัมปชัญญะ ก็คงตัดสินได้ว่าการชุมนุมครั้งนี้ ไม่ได้มีอะไรเลยที่เป็นการรุนแรงที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ไม่มีการไปทำลายทรัพย์สินของราชการ เอกชนรายใดรายหนึ่ง ประเทศไทยไม่ได้สูญสลายไปไหน ความมั่นคงของรัฐไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนจากการชุมนุมนี้แน่นอน"

ทั้งนี้ เหตุใดพล.อ.ประยุทธ์ จึงเลือกใช้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แบบรุนแรงตามมาตรา 11 หากพล.อ.ประยุทธ์ จะซื่อสัตย์กับตนเองอยู่บ้าง ก็ควรจะกล้าหาญเปิดเผยเหตุที่ต้องเลือกใช้มาตรา 11 มาประกาศว่า ตนเองไม่พอใจกับการที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการที่จะต้องการปฏิรูปสถาบัน ไม่สบายใจเพราะอาจจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาล และตำแหน่งของตนเอง คือ เหตุผลจริงๆที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็นต้องใช้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือใช้ยาแรงตั้งแต่แรก หากยังยอมให้พล.อ.ประยุทธ์ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฟุ่มเฟือยอยู่แบบนี้ อีกไม่นานก็จะกลายเป็นการทำรัฐประหาร โดยการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อต้องการรวบอำนาจไว้ที่เดียว ในอดีตมีมาตรา 44 ให้ใช้ในการทำรัฐประหาร แต่ปัจจุบันไม่มีมาตรา 44 จึงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการรวบอำนาจและทำรัฐประหาร โดยที่สภาผู้แทนราษฎรก็ไม่มีอำนาจในการยับยั้งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเลย


อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องจากคณะก้าวหน้า 1.ต้องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายเแรงในเขตกรุงเทพมหานคร และยุติการดำเนินคดีผู้ชุมุมทั้งหมดทันที ยุติการรัฐประหารผ่านระบบกฎหมาย และสร้างบรรยากาศแห่งการทำรัฐธรรมนูญใหม่ไปด้วยกัน 2.ประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรมให้ผู้ถูกจับกุม ทุกคนต้องรู้ว่าจะโดนข้อหาอะไร ถูกจับกุมที่ไหน ต้องรู้และมีสิทธิในการมีทนายความเข้าเยี่ยม

3.พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ควรเสียสละเพื่อประเทศไทยลาออกจากตำแหน่งเสีย เพราะอยู่ในอำนาจมา 6 ปีนานเกินพอแล้ว นี่จะเป็นการทำคุณูปการครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย ตราบที่ยังอยู่ในตำแหน่งประเทศนี้เดินต่อไปไม่ได้ 4.เรียกร้องไปยังศาลหรือองค์กรตุลาการ เมื่อไรที่รัฐบาลลุแก่อำนาจมากขึ้น ขอให้เป็นปราการด่านสุดท้ายที่จะพิทักษ์สิทธิมนุษยชน และ 5.ต้องมีความพยายามช่วยกัน ในการเปิดพื้นที่ปลอดภัยในการอภิปราย ถกเถียง พูดคุยเรื่องสถาบันฯ อย่างจริงใจและตรงไปตรงมา เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันฯให้อยู่คู่ประชาธิปไตย เปิดพื้นที่ให้นักเรียนเยาวชนแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา มีวุฒิภาวะ ว่าจะหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร

"มีแต่วิธีเหล่านี้เท่านั้นที่จะสามารถเป็นทางออกให้กับประเทศไทยได้ ท่านย่อมรู้ว่าเด็กสมัยนี้ ยิ่งท่านกด ยิ่งท่านห้าม ท่านยิ่งปราบ ก็จะยิ่งลุกขึ้น ทำไมไม่สร้างพื้นที่ปลอดภัยพูดคุยกัน ทุกวันนี้มีแต่การราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟเพิ่มขึ้น วันหนึ่งจะเดินทางไปสู่จุดที่ไม่มีวันถอยกลับอีกแล้ว แล้วท่านจะเสียใจว่าทำไมไม่พูดคุยตั้งแต่ตอนนี้" นายปิยบุตร กล่าว 

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend