ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

"คิม จอง-อึน" อวด "ขีปนาวุธ" ขู่ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่

142 0

คิม จอง-อึน กลับมาแล้ว! คราวนี้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เพราะมากับพร้อมกับขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ที่อาจมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก! คนทั้งโลกได้เห็นภาพขีปนาวุธขนาดมหึมานี้เป็นครั้งแรกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในงานสวนสนามของกองทัพเกาหลีเหนือในโอกาสครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งพรรคคนงาน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า งานนี้จัดขึ้นในช่วงกลางดึกตั้งแต่เข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป ทั้งที่การสวนสนามที่ผ่านมาทุกครั้งต้องจัดขึ้นในตอนกลางวัน

อันที่จริงงานนี้มีอาวุธยุทโธปกรณ์หลายอย่างที่น่าสนใจ ตั้งแต่ขีปนาวุธติดเรือดำน้ำรุ่นใหม่ไปจนถึงปืนและรถถัง แต่ก็คงไม่มีอะไรที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากไปกว่า "ขีปนาวุธข้ามทวีป" หรือ "ไอซีบีเอ็ม" ลูกยักษ์

แม้เกาหลีเหนือยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหรือแม้กระทั่งชื่อ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเขาได้ประเมินกันแล้วว่า ขีปนาวุธที่พัฒนามาจากรุ่น "ฮวาซอง-15" น่าจะมีพิษสงไม่เบา! สามารถยิงไกลได้ถึงแผ่นดินสหรัฐฯ ทั้งหมด และอาจบรรจุหัวรบได้หลายหัวพร้อมๆ กัน ทำให้ศัตรูยิงสกัดได้ยากขึ้น ส่วนขนาดมีความยาว 25 เมตร หรือสูงเทียบเท่ากับตึกอย่างน้อย 6 ชั้น เส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 2.5 เมตร ทั้งใหญ่ทั้งยาวจนต้องใช้รถ 22 ล้อมาบรรทุก

ขณะเดียวกันเมื่อขีปนาวุธมีขนาดใหญ่ เชื้อเพลิงที่จุได้ก็ต้องมากขึ้นด้วย ปรากฏว่าขีปนาวุธลูกนี้อาจจุเชื้อเพลิงเหลวได้ถึง 100 ตัน หรืออาจใช้เวลาถึง "ครึ่งวัน" ในการเติมจนเต็ม ซึ่งนี่ถือเป็น "ข้อด้อย" ที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ทำให้แทบไม่สามารถใช้งานได้จริง "ในทางปฏิบัติ" เพราะทั้งหนักเกินจนยากจะเคลื่อนไหวหากเติมเชื้อเพลิงจนเต็ม และอาจใช้เวลาเติมเชื้อเพลิงนานจนยิงตอบโต้ได้ไม่ทันการ ดังนั้น จุดประสงค์จริงๆ น่าจะแค่เพื่อ "ขู่" สหรัฐฯ มากกว่า


แต่คำถามใหญ่ในตอนนี้ ไม่ใช่ "ขีปนาวุธลูกนี้น่ากลัวขนาดไหน?" แต่คือคำถามที่ว่า "ทำไมคิม จอง-อึน ถึงเลือกเผยโฉมให้โลกเห็นในช่วงเวลานี้?"

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ 4 ประเด็นด้วยกัน

1. เกาหลีเหนือได้แสดง "หลักฐานเชิงประจักษ์" ให้โลกเห็นแล้วว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือ "ไม่เคยหยุด" พัฒนาโครงการอาวุธและนิวเคลียร์ของตัวเองเลย แม้ว่าในช่วง 2 ปีมานี้ ผู้นำเกาหลีเหนือจะเดินเกมการทูตเจรจาปลดนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ก็ตาม

2. ขีปนาวุธลูกที่เราเห็นอาจไม่ใช่ "ของจริง" โดยอาจเป็นแค่โมเดลต้นแบบเท่านั้น หรืออาจเป็นของจริง แต่ภายในอาจยังไม่มีอะไรเลยก็เป็นได้

3. หากขีปนาวุธเป็นของจริง เกาหลีเหนือไม่มีทางนำมาประจำการโดยไม่ได้ "ยิงทดสอบ" ก่อน ดังนั้น หากขีปนาวุธเสร็จเรียบร้อย เราก็คงได้เห็นการทดสอบในอนาคตอันใกล้ แต่หากยิงทดสอบเมื่อไหร่ก็จะถือเป็นการ "ผิดสัญญา" ที่เคยตกลงกันไว้ระหว่างคิม จอง-อึน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทันที

4. การเปิดตัวขีปนาวุธเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์ก่อน "การเลือกตั้งสหรัฐฯ" และตามปกติ ทุกความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน จะต้องนึกถึงประเด็นสหรัฐฯ ในใจเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทำให้มีการวิเคราะห์กันว่า คิมน่าจะเอาขีปนาวุธมา "ลองเชิง" ผู้นำคนต่อไปของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์ หรือ โจ ไบเดนก็ตาม

ในช่วงที่ผ่านมา เวลาสหรัฐฯ มีรัฐบาลชุดใหม่ เกาหลีเหนือมักยิงทดสอบขีปนาวุธหรือระเบิดนิวเคลียร์เพื่อหยั่งเชิงเสมอ เพราะคิมต้องการทราบว่า ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่จะมีปฏิกิริยาหรือมาตรการตอบโต้การยั่วยุของเกาหลีเหนืออย่างไร ดังนั้น หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 คิมก็อาจยิงจรวดเพื่อกดดันให้สหรัฐฯ กลับมาสู่โต๊ะเจรจาและยอมตามเงื่อนไขผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่หากไบเดนได้เป็นผู้นำ คิมก็คงต้องยิงจรวดเช่นกันเพื่อดูว่ารัฐบาลไบเดนจะมีท่าทีที่แข็งหรืออ่อนกว่าทรัมป์

อย่างไรก็ตาม ในงานนี้คิมยังคงย้ำถึงจุดยืนของตัวเอง นั่นคือ การพัฒนาอาวุธทั้งหมดไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อ "รุกราน" ใคร แต่เป็นไปเพื่อ "ป้องปราม" ไม่ให้ชาติอื่นมารุกรานได้ และเกาหลีเหนือ "จะไม่หยุด" เสริมสร้างระบบป้องกันประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยในสุนทรพจน์ความยาวเกือบครึ่งชั่วโมง คิมไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐฯ โดยตรงแม้แต่ครั้งเดียว

ดูจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของคิม จอง-อึนแล้ว ประเด็นเกาหลีเหนือคงหนีไม่พ้นเป็นปัญหาคาราคาซังสำหรับสหรัฐฯ ต่อไป และจะเป็นประเด็น "น่าปวดหัว" สำหรับผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่แน่นอน

เรื่องโดย กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend