ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

'รศ.หริรักษ์'แฉเอกสารต้นฉบับ 10 ข้อ 'ลัทธิปลดแอก'

4.51K 47
รศ.หริรักษ์แฉเอกสารต้นฉบับ 10 ข้อ ลัทธิปลดแอก

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคลื่อนไหวอีกครั้ง ก่อนจะเกิดการชุมนุมใหญ่ 14 ตุลาคม 2563 กับเเอกสาร 10 ข้อเรียกร้องของลัทธิปลดแอก ฉบับเต็มที่มีเนื้อหารายะเอียดแน่น แถม รศ. ยังชี้ว่า ก็ไม่ต่างจากการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์สักเท่าใดเพราะพระมหากษัตริย์จะถูกควบคุมและถูกจำกัดสิทธิต่างๆยิ่งกว่าประชาชนธรรมดาคนหนึ่งเสียอีก

ล่าสุด รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับ 10 ข้อเรียกร้องของลัทธิปลดแอก ในเฟซบุ๊กHarirak Sutabutrทีแม้ว่า ก่อนหน้าจะมีการเปิดเผยมาแล้ว แต่ทั้งนี้ในเนื้อหาที่รศ.หริรักษ์ นำมาเปิดเผยนั้น เป็นการคัดลอกจากเอกสานต้นฉบับที่เป็นฉบับเต็มมีรายละเอียดชัดเจน มีเนื้อหาว่า

"ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ของลัทธิปลดแอกในเอกสารข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ คาดว่าประชาชนส่วนใหญ่เพียงแต่เห็นข้อเรียกร้อง 10 ข้อ แบบสรุป ไม่ได้เห็นฉบับเต็มว่าเอกสารข้อเรียกร้อง 10 ข้อนั้นมี 2 หน้าหน้าแรกเป็น ความนำ เป็นข้อความที่เลียนถ้อยคำและสำนวนประกาศของคณะราษฎร ตอนยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งหลวงประดิษฐ์มณูธรรมเป็นผู้ร่างเนื้อหาในหน้าแรก เป็นการกล่าวหาพระมหากษัตริย์ต่างๆนานา ซึ่งไม่สู้จะเป็นธรรมเท่าใดนัก เช่น กล่าวหาว่า เมือมีการทำรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองการทำรัฐประหารให้ชอบด้วยกฎหมายทุกครั้ง และกล่าวหาว่า พระมหากษัตริย์คือรากเหง้าของปัญหาทางการเมืองตลอดมาข้อความอื่นๆ เป็นข้อความที่ใช้ข้อความที่รุนแรง ไม่สามารถจะนำมาเขียนในที่นี้ได้ ใครที่บอกว่าข้อเรียกร้อง 10 ข้อ เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่เกินเลย มีเหตุผล ควรไปอ่านเอกสารหน้า 1 ก่อนจะเห็นว่า เอกสารหน้า 1 มีข้อความที่จัดได้ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เต็มไปหมด

วันมะรืน (14 ตุลาคม) จะมีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มลัทธิปลดแอกอีกครั้ง ก่อนจะถึงวันนั้น เราลองพิจารณาข้อเรียกร้อง 10 ข้อของลัทธิปลดแอกกันดูด้วยใจเป็นธรรม ว่าเป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลจริงหรือไม่ เพื่อความสง่างามของพระมหากษัตริย์จริงหรือไม่


ในที่นี้จะคัดลอกข้อความตามเอกสารต้นฉบับทุกประการ

1. ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎร สามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร ในปี 2476 นายถวัติ ฤทธิเดช จากสมาคมกรรมกรรถราง เตรียมจะยื่นฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อศาลพระราชอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาท จากข้อความพระบรมราชวินิจฉัยเรื่อง เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นเหตุสำคัญของการก่อกบฏของพระองค์เจ้าบวรเดช

หากยกเลิกมาตรานี้ รู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีสาวกลัทธิปลดแอกหาเรื่องฟ้องร้องพระมหากษัตริย์กันเป็นว่าเล่น และการให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาความผิดของพระมหากษัตริย์ แน่ใจแล้วหรือว่าสมาชิกทุกคนในสภาผู้แทนราษฎรจะมีความเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา และไม่ทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติอย่างร้ายแรง อย่างไม่เป็นธรรมนี่หรือคือการทำเพื่อความสง่างามของพระมหากษัตริย์

2. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมทั้งเปิดให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทุกคน การยกเลิกมาตรา 112 เป็นความไม่เป็นธรรมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง เพราะสำหรับสามัญชน ยังมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ระบุว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"พระมหากษัตริย์ไม่อาจเป็นโจทย์ฟ้องประชาชนได้ จึงทรงใช้มาตรา 326 ไม่ได้การยกเลิกมาตรา 112 จึงแปลว่าใครจะใส่ความ ทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติอย่างไรก็ได้ ทำไมคนธรรมดายังมีกฎหมายคุ้มครองได้ ทำไมพระมหากษัตริย์จึงมีไม่ได้

สำหรับที่ว่ามาตรา 112 ถูกคนใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ก็เพียงแต่กำหนดเสียใหม่ว่า ผู้ที่จะทำหน้าที่ดำเนินคดีกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานอัยการ เท่านั้นก็แก้ปัญหานี้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องยกเลิกแต่อย่างใด การนิรโทษกรรมให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ควรพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายๆไป ไม่ควรนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ตามที่เรียกร้อง

3. ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 และให้แบ่งออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นสำนักงานทรัพย์สิน พระมหากษัตริย์ และเรียกทรัพย์สินส่วนพระองค์ ว่าทรัพย์สินในพระองค์ และเรียกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่าทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ ซึ่งแบ่งแยกกันชัดเจนอยู่แล้ว 

4. ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้สถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ งบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้สถาบันพระมหากษัตริย์ มีหลายรูปแบบ ทั้งที่จัดสรรตรง และที่แฝงอยู่ในโครงการตามพระราชดำริซึ่งแฝงอยู่ในหน่วยราชการต่างๆ โครงการเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า สำนักงบประมาณ ครม และสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาอย่างเหมาะสมแล้ว ทำไมจึงเจาะจงจะปรับลดงบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว โดยไม่แตะต้องหน่วยราชการอื่นเลย


5. ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ หน่วยงานที่มีหน้าที่ชัดเจนเช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เช่น คณะองคมนตรีนั้นให้ยกเลิกเสียการย้ายหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ไปไว้กับหน่วยอื่น ทำเพื่อถวายความปลอดภัย หรือถวายความไม่ปลอดภัยกันแน่ ส่วนคณะองคมนตรี จะมีความจำเป็นหรือไม่ ควรเป็นพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าใครก็ไม่ควรมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

6. ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของสถาบันกษัตริย์ อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมดแกนนำลัทธิปลดแอกเรียกร้องเสรีภาพ แต่กลับต้องการลิดรอนเสรีภาพพระมหากษัตริย์ และลิดรอนเสรีภาพของประชาชนที่ต้องการบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ตามพระราชอัธยาศัย ถามว่าหากมีคนเอาเงินมามอบให้แกนนำของลัทธิปลดแอก ให้เอาไปใช้ตามแต่จะเห็นสมควร อย่างนี้ต้องมีการตรวจสอบหรือไม่ว่านำไปใช้อย่างไร

7. ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะนี่ก็เป็นการลิดรอนเสรีภาพของพระมหากษัตริย์อีกเช่นกัน ประชาชนทำได้ แต่พระมหากษัตริย์ทรงทำไม่ได้

8. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์ และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมดต้องยอมรับว่า บางครั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เผยแพร่ เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ อาจมีการเผยแพร่ที่มากเกินไป ซึ่งพระมหากษัตริย์เองก็อาจไม่มีพระราชประสงค์ให้ทำเช่นนั้น แต่การเผยแพร่พระราชกรณีกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เป็นสิ่งที่ควรกระทำ การออกกฎหมายห้ามทำเช่นนั้น ก็ดูจะมากเกินไป แต่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ควรต้องพิจารณาการเผยแพร่ให้พอเหมาะพอสม ไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป

9. สืบหาความจริงเกี่ยวกับการเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์ หรือมีความข้องเกี่ยวใดๆกับสถาบันกษัตริย์ การใช้คำว่าเข่นฆ่าราษฎร โดยปราศจากหลักฐานใดๆ มีนัยยะของการกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม บุคคลที่หมายถึงทั้งหมด ที่ไปอยู่ต่างประเทศอาจสูญหายไป อย่างไร ด้วยเหตุผลใดก็ยังไม่มีใครทราบแน่ บางคนก็ไม่มีความสำคัญพอที่จะสร้างผลกระทบใดๆได้ การพุ่งเป้าไปที่พระมหากษัตริย์ จึงเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง 

10. ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีกต้องการให้พระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้จริง แต่เมื่อมีการทำรัฐประหารสำเร็จ กลับห้ามลงพระปรมาภิไธยรับรองการทำรัฐประหารผู้ทำรัฐประหาร ซึ่งประกาศตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพราะยึดอำนาจไว้ได้แล้ว พระมหากษัตริย์ยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือ หากไม่ให้ลง พระปรมาภิไธย แล้วจะให้ทรงทำอย่างไร  ในสมัยนี้ ไม่มีทางที่จะมีการทำรัฐประหารได้ หากไม่มีเงื่อนไขที่สุกงอม ดังนั้น แทนที่จะหาทางทำอย่างไรไม่ให้นักการเมืองสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการทำรัฐประหาร กลับห้ามพระมหากษัตริย์มิให้ทรงลงพระปรมาภิไธย นับว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่เป็นธรรมต่อพระมหากษัตริย์อีกข้อหนึ่ง

ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อนี้ หากทำได้สำเร็จทั้ง 10 ข้อ ก็ไม่ต่างจากการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์สักเท่าใดเพราะพระมหากษัตริย์จะถูกควบคุมและถูกจำกัดสิทธิต่างๆยิ่งกว่าประชาชนธรรมดาคนหนึ่งเสียอีก

การทำตามข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้แม้เพียงข้อเดียว เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความรู้สึกว่าพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพและเทิดทูนกำลังถูกย่ำยี ขณะนี้การเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มต่างๆที่ออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ เรามาคอยดูกันว่าการชุมนุมวันที่ 14 ตุลาคม ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ที่ว่าม้วนเดียวจบคือใครจบ มะรืนนี้รู้กัน

ขอบคุณที่มาจาก Harirak Sutabutr

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend