ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

74 ปี "บิ๊กบัง" ขอนิรโทษกรรมคดีการเมืองเป็นของขวัญ

1.70K 13
74 ปี  บิ๊กบัง ขอนิรโทษกรรมคดีการเมืองเป็นของขวัญ

"สนธิ บุญยรัตกลิน" เปิดใจวันเกิด 74 ปี ขอนิรโทษกรรมคดีการเมืองเป็นของขวัญ เว้นคดีอาญา เพื่อสร้างปรองดอง ฝากผู้ใหญ่-คนรุ่นใหม่ มองความเป็นจริง ต้องเข้าใจกัน อย่าทำปฏิวัติ อาจหนักกว่าปี 49 พร้อมย้ำบ้านเมืองต้องมีสถาบัน

(2 ตุลาคม 2563) พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวเปิดใจในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 74 ปี ว่า อยากเห็นประเทศชาติมีความเรียบร้อย และมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี และปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่ปัญหาที่ก็คือระบบการปกครองของเราที่ไม่เดินตามช่องทางที่ควรจะเป็น และสังคมไทยยังมีอะไรหลายอย่างที่เป็นเรื่องที่น่าศึกษา ดังนั้นต้องจัดระเบียบสังคมให้เข้าร่องเข้ารอย จะทำให้ผู้ปกครองสามารถปกครองได้สะดวกและสบายมากขึ้น

พล.อ.สนธิ กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังบริหารงานมาย่างเข้าปีที่ 7 ว่า อยากให้นำบทเรียนทางทหารมาประยุกต์ใช้กับบทเรียนทางการเมือง และต้องกลับมาคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อะไรคือจุดที่ทำให้มองเช่นนั้น เช่นเรื่องความยุติธรรมเป็นอย่างไร ซึ่งก็ต้องเห็นใจว่ากระบวนการยุติธรรม พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ผู้ที่โดนตัดสินก็จะมองความยุติธรรมในเชิงลบ ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมต้องจัดรูปแบบใหม่ เพื่อแสดงออกให้เห็นถึงกระบวนยุติธรรม ที่ประชาชนสัมผัสได้

ส่วนปรากฏการณ์ที่เยาวชนออกมาชุมนุมนั้น ถือเป็นธรรมชาติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีความคิดไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องปกติ แต่อย่าไปโทษว่าคนที่คิดต่างจากเราแล้วเขาผิด ในวันนี้คนไทยคิดว่า คนที่คิดต่างนั้นผิด หากมองเช่นนี้ก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ต้องกลับมาดูว่า ความคิดของเด็กกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันตรงไหน ในหลายประเทศที่มีความเจริญถึงจุดที่เป็นอันดับ 1 ของโลก ผู้ปกครองจะมีประสบการณ์ตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อเข้ามาเป็นผู้ปกครองก็จะเห็นปัญหา เพราะฉะนั้นเด็กจะมีประสบการณ์ในระดับหนึ่ง ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็มีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต เพียงแต่ ผู้ใหญ่ต้องหันกลับมามองว่าเด็กกำลังคิดอะไร อย่าไปคิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูก ต้องมองว่าเราเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับสิ่งที่เด็กคิดได้หรือไม่ ซึ่งผู้ใหญ่ควรมองเด็กให้ถูก และเด็กต้องเข้าใจปัญหาของผู้ใหญ่เช่นกัน อย่ามองข้ามพื้นฐานของความเป็นจริง


สำหรับข้อเรียกร้องกลุ่มผู้ชุมนุมเรื่องสถาบันนั้น พลเอก สนธิ กล่าวว่า โลกนี้มีการปกครอง 3 แบบ คือ ประชาธิปไตย เผด็จการ และสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประเทศเราอยู่มาเป็นพันปี เป็นประเทศไทยได้เพราะสถาบันที่เป็นหลัก ทำให้ประเทศคงอยู่จนเป็นสยามและไทยในวันนี้ สถาบันมีบุญคุณกับแผ่นดิน ถือเป็นปูชนีย์ทางความคิด เป็นสิ่งที่ต้องยึดเอาไว้ แต่เราต้องมองว่าประชาธิปไตยและสังคมนิยม จะเอาแบบไหน ตนมองว่าในระบบประชาธิปไตยและสังคมนิยมต่างก็มีข้อดีข้อเสีย จึงเสนอการปกครองประชาธิปไตยแบบไทยๆ และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้เด็กรุ่นใหม่อาจจะมองสถาบันมีประโยชน์ไม่มาก แต่จริงๆแล้วให้ย้อนไปในอดีตว่าสถาบันได้สร้างอะไรให้กับประเทศไทยบ้าง เป็นบุญคุณและต้องกตัญญู

เมื่อถามว่า สถานการณ์การเมืองปี 2549 ต่างจากปัจจุบันอย่างไร พล.อ.สนธิ กล่าวว่า สถานการณ์ในแต่ละห้วงไม่เหมือนกัน จะเอาเหตุการณ์ในเวลาหนึ่ง มาเปรียบเทียบในอีกเวลาหนึ่งไม่ได้ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้มีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน แต่ปัญหาที่บ่นกันมากคือเรื่องคอร์รัปชั่น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องมอง และทำให้ประชาชนเห็นเรื่องความโปร่งใส ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่หลายอย่างน่าชื่นชม เช่น การสร้างถนนหนทาง ส่งผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจ

สำหรับเรื่องความปรองดอง หากทำอย่างจริงจังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยให้คนที่มีความคิดต่างในแต่ละกลุ่ม หันหน้ามาร่วมกัน แต่หากเป็นความผิดพลาดทางการเมืองที่เกิดจากความเห็นต่าง แล้วฝ่ายปกครองบอกว่าผิดกฎหมายและติดคุก อันนี้ต้องนิรโทษกรรมหรือการให้อภัยกับคนที่มีความคิดต่างทางการเมือง แต่ก็ต้องแยกจากคดีอาญา ถือเป็นของขวัญที่ตนอยากเห็น

"ผมมองว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาหลายอย่าง ทั้งโควิด-19 ที่นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจน และความไม่พอใจก็จะเกิดขึ้น ประเทศใดก็ตาม หากการปกครองที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนยากจน รัฐบาลจะสะเทือน ซึ่งวันนี้ไม่ใช่สะเทือนแค่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นทั้งโลก นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำความเข้าใจปัญหา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกำลังซ้ำเติมความจริง เมื่อไม่มีงานทำ จะทำอย่างไร จะเอาเงินให้ก็ทำได้ในระดับหนึ่ง แต่จะทำได้แค่ไหน นี่คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับฝ่ายที่พยายามทำให้สถานการณ์มันเลวร้ายมากขึ้น" พล.อ.สนธิ กล่าว

เมื่อถามถึงกระแสข่าวรัฐประหารในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พล.อ.สนธิ บอกว่า ไม่เชื่อว่าจะมีรัฐประหาร เพราะปัญหาของความขัดแย้งในประเทศก็รุนแรงพอแล้ว ดังนั้นวิธีแก้ก็มีวิธีการอยู่ ไม่จำเป็นต้องมีรัฐประหาร เพราะไม่เชื่อว่าการปฏิวัติจะใช้แก้ไขปัญหาได้ในเวลานี้ ซึ่งมันจะหนักกว่าเมื่อปี 2549 เนื่องจากวันนี้ความขัดแย้งสองฝ่ายแย่กว่าเก่า และปฏิวัติจะไม่มีทางสำเร็จ ดังนั้นต้องแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ซึ่งถูกต้องแล้ว แต่ต้องอดทนและทำความเข้าใจให้ทุกกลุ่มหันกลับมาคิดและช่วยกัน

ส่วนความวุ่นวายที่เกิดขึ้น มาจากคนๆหนึ่งที่โดนออกนอกประเทศ เมื่อปี 2549 จนวันนี้ก็ยังไม่ได้กลับมา มองว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการพัฒนาหรือลดบทบาทของตัวเองอย่างไรบ้าง พล.อ.สนธิ กล่าวว่า นายทักษิณ อายุอ่อนกว่าตน 3 ปี ปัจจุบันก็ 70 กว่าปีแล้ว ก็ต้องมองว่าจะมีความสุขกายสุขใจอย่างไร คงไม่คิดจะสู้ไปถึงปานนั้น ตนคิดว่าคนรุ่นใหม่ที่มีการขับเคลื่อนในทุกวันนี้กำลังมีบทบาทมากกว่า และน่าจะเกิดกับคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะว่าได้ทำประชามติเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ต้องมองว่าถึงเวลาหรือยัง เหมาะสมหรือไม่ และจะแก้ประเด็นไหน หรือแก้ได้มากน้อยอย่างไร ต้องมานั่งคิดดู เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ นี่คือข้อสำคัญ ซึ่งต้องทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน

เมื่อถามว่า ให้คะแนนการทำงานรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ กี่คะแนน พล.อ.สนธิ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่า "สื่ออย่าหาเรื่องให้เลย"

เมื่อถามว่า ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน นายทักษิณ ได้ติดต่อกันหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่แต่ถ้าเจอกันด้วยกรณีใดก็ตามเขาจะเรียกว่าพี่บัง เขาก็ยังเรียกพี่อยู่ และไม่เคยรื้อฟื้นอดีตมาพูดคุยกัน เขามีมารยาท เป็นผู้ใหญ่ คุยโทรศัพท์ครั้งแรกหลังผมปฏิวัติ ท่านก็บอกว่า ผบ.ทบ. ตัวผมเป็นนักกีฬา หมายความว่ารู้แพ้รู้ชนะ ท่านทักษิณพูดแค่นี้ เข้าใจชัดว่าเกมจบแล้ว ผมมองว่าท่านก็เป็นสุภาพบุรุษ เราจบเตรียมทหารมาด้วยกัน เป็นพี่เป็นน้องตัดกันไม่ขาด จะเกลียดกันแค่ไหน เดี๋ยวก็ดีกัน"

สุดท้ายถามว่า อยากฝากอะไรผ่านสื่อไปยังนายทักษิณหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร ท่านสบายดีกว่า เราต้องศึกษาท่านทักษิณว่าทำอย่างไรจึงหนุ่ม ท่านมีอะไรดี ตนกำลังจะหาวิธีเพื่อตามท่านให้ทัน

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์