ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เปิดเบื้องลึก! ดีล "ติ๊กต๊อก" จับมือพันธมิตร "ทรัมป์"

408 6

สัปดาห์นี้เป็นช่วงเวลาที่จะชี้ชะตาอนาคตของ "ติ๊กต๊อก" โซเชียลมีเดียที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ เพราะวันที่ 20 กันยายนนี้ คือ "เส้นตาย" ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้ติ๊กต๊อกขายกิจการของตัวเองในสหรัฐฯ มิฉะนั้นแอปพลิเคชันจะต้องโดนแบน

ผลปรากฏว่า ติ๊กต๊อกตัดสินใจทิ้งข้อเสนอมูลค่ามหาศาลของ "ไมโครซอฟต์" ที่ถูกมองเป็นตัวเก็งในตอนแรก แล้วหันไปจับมือกับม้ามืดที่มาทีหลังอย่าง "ออราเคิล" แทน โดยออราเคิลออกแถลงการณ์สั้นๆ เพียงว่า ตอนนี้ไบต์แดนซ์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของติ๊กต๊อกได้ยื่นข้อเสนอให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ พิจารณาแล้ว ซึ่งภายใต้ข้อเสนอนี้ออราเคิลจะอยู่ในฐานะ "ผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่ผ่านการรับรอง (trusted technology provider)"

พูดถึงออราเคิลแล้ว เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยคุ้นชื่อ แต่จริงๆ ออราเคิลเป็นบริษัท "ยักษ์ใหญ่" ด้านซอฟต์แวร์อันดับ 2 ของโลกรองจากไมโครซอฟต์และก่อตั้งมานานกว่า 40 ปีแล้ว แถมยังมีธุรกิจกระจายอยู่ทั่วโลกรวมทั้งในไทยด้วย แต่ที่คนไม่ค่อยคุ้นชื่อก็เพราะลูกค้าของออราเคิลส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประเภทบริษัทหรือหน่วยงาน เนื่องจากผลิตภัณฑ์หลักของออราเคิลเป็นเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล, ระบบคลาวด์, ไปจนถึงระบบบริหารจัดการองค์กร

แต่สิ่งที่ทำให้หลายคน "เอะใจ" ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทออราเคิลเป็น "ผู้สนับสนุน" ของทรัมป์ โดยปัจจุบัน แลร์รี แอลลิสัน เป็น 1 ใน 10 บุคคลที่รวยที่สุดในโลกด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันเขาก็เป็น "นายทุน" รายใหญ่ของพรรครีพับลิกันด้วย โดยเมื่อต้นปีนี้แอลลิสันถึงขั้นเปิดคฤหาสน์ตัวเองจัดงานระดมทุนหาเสียงเลือกตั้งให้กับทรัมป์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทรัมป์ถึงกับเคยเอ่ยปากชมว่า ออราเคิลเป็นบริษัทอันยอดเยี่ยมที่เหมาะจะเข้ามาซื้อกิจการของติ๊กต๊อก


อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้อนาคตของติ๊กต๊อกยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น นั่นคือ การ "แก้เกม" ของรัฐบาลจีนเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว โดยจีนได้แก้ไขกฎหมาย "สินค้าส่งออกควบคุม" ครั้งแรกในรอบ 12 ปี ด้วยการเพิ่มรายชื่อผลิตภัณฑ์อีก 23 รายการ ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ "เอไอ" ที่เป็นหัวใจสำคัญของอัลกอริทึมของแอปฯ ติ๊กต๊อกด้วย นั่นก็หมายความว่า หากติ๊กต๊อกจะขายกิจการให้ต่างชาติ ติ๊กต๊อกต้องได้รับการอนุมติจากรัฐบาลจีนก่อน ซึ่งหากรัฐบาลจีนไม่อนุญาต การซื้อขายก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ไบต์แดนซ์ บริษัทแม่ของติ๊กต๊อกยังคงเป็นบริษัท "สัญชาติจีน"

ด้วยเหตุนี้ ดีลที่ติ๊กต๊อกตกลงกับออราเคิลก็เลยออกมาในลักษณะ "ไม่ปกติ" นั่นคือ ไบต์แดนซ์ไม่ได้ขายกิจการ "ทั้งหมด" ให้กับออราเคิล และเทคโนโลยีก็ยังคงอยู่ในมือของไบต์แดนซ์ ซึ่งก็จะทำให้ไบต์แดนซ์ "ไม่จำเป็น" ต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลจีน

ขณะเดียวกันไบต์แดนซ์ทราบดีว่า ทรัมป์อาจไม่พอใจที่ไบต์แดนซ์ไม่ได้ขายกิจการในสหรัฐฯ ทั้งหมดตามความต้องการของเขา นี่จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไบต์แดนซ์เลือกออราเคิลให้เข้ามาดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ เพราะอย่างน้อยเจ้าของออราเคิลก็เป็นพันธมิตรทางการเมืองของทรัมป์ ไบต์แดนซ์ก็เลยหวังว่าทรัมป์อาจจะ "ใจอ่อน" ยอมเห็นดีเห็นงามกับดีลในรูปแบบนี้

แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าดีลนี้คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะไบต์แดนซ์ได้ออกมายืนยันแล้วว่า รัฐบาลจีนยืนกรานจะต้องตรวจสอบข้อตกลงก่อน ขณะที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่พอใจแน่นอนหากไบต์แดนซ์จะยังคงถือหุ้นใหญ่ต่อไป หลังนักการเมืองพรรครีพับลิกันหลายคนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว 

ดังนั้น คำถามในตอนนี้ก็คือ ติ๊กต๊อกและออราเคิลจะสามารถเสนอดีลใหม่ได้ทันภายในวันที่ 20 กันยายนนี้หรือไม่ และหากไม่ทัน แอปฯ ติ๊กต๊อกจะถูกแบนทันทีเลยหรือไม่และอย่างไร

ขณะนี้ติ๊กต๊อกกำลังดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองสามารถยืนหยัดในตลาดสหรัฐฯ ได้ต่อไป เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ยังมีโอกาสให้ติ๊กต๊อกเติบโตได้อีกมาก เห็นได้ชัดเจนจากการขยายตัวของผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นรายเดือนในสหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา จากเดิม 11 ล้านคนเมื่อต้นปี 2561 กลายเป็นกว่า 100 ล้านคนเมื่อเดือนที่แล้ว คิดเป็นอัตราการเติบโตเกือบ 800%

ในขณะที่คนส่วนใหญ่อาจมองกรณีของติ๊กต๊อกเป็น "เกมการเมือง" ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่สำหรับผู้บริหารติ๊กต๊อกแล้ว นี่คือ "เกมธุรกิจ" ที่พวกเขาต้อง "เอาตัวรอด" ให้ได้

เรื่องโดย กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend