ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

BTS รับหนี้ 1.1 แสนล้าน-ลดค่าตั๋ว 70% แลกยืดสัมปทาน

100 0

'อัศวิน'แจงต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ย้ำชัดประชาชนได้ประโยชน์จากค่าโดยสารตลอดสายลดลงถึง 70% ส่วนกทม.ไม่ต้องแบกหนี้ 1.1 แสนล้านบาท และหลังปี 2572 ยังได้ส่วนแบ่งรายได้เป็นเงินคืนอีกกว่าแสนล้านบาทจนครบสัมปทาน ชี้เป็นเงื่อนไขที่บีบบีทีเอสจนยอม ปัด ปรีดี ดาวฉาย ลาออกรมว.คลัง เหตุจากต่อสัมปทานสายสีเขียว ระบุ ทุกขั้นตอนโปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่วนเสนอครม.รอคลังชงเข้า

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวระยะเวลา 30 ปีให้กับกบมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอสว่า การเจรจาต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีเงื่อนไขในการพิจารณา 3 ด้าน คือ 1. ปัจจุบันค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสสูงสุดอยู่ที่ 59 บาท แต่ยังไม่รวมส่วนต่อขยายเหนือและใต้  คือ ตั้งแต่สถานีห้าแยกลาดพร้าวถึงสถานีคูคต ที่มีระยะทางรวม 30 กิโลเมตร และตั้งแต่สถานีแบริ่งถึงสถานีสมุทรปราการ  มีระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ซึ่งในการเจรจาต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับทางบีทีเอส ได้กำหนดว่าค่าโดยสารตลอดเส้นทางจะต้องไม่เกิน 65 บาท ลดลงจากอัตราค่าโดยสารปกติหากคิดจากส่วนต่อขยายรวมด้วยจะอยู่ที่ประมาณ 150 บาท  เพราะไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าในส่วนต่อขยายเพิ่มเติม คือเสียค่าแรกเข้าแค่ครั้งเดียว ดังนั้นอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสถือว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างมาก

2. กทม.สามารถลดภาระหนี้ได้ถึง 1.1 แสนล้านบาท เพราะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในช่วงสายหลัก เป็นของกทม. แต่ส่วนต่อขยายเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือรฟม. เป็นผู้ก่อสร้าง และต่อมารัฐบาลได้โอนส่วนต่อขยายมาให้กทม.พร้อมทั้งหนี้ก่อสร้างประมาณ 9 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมดอกเบี้ยอีกประมาณเดือนละ 50-60 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันรวมมูลหนี้สูงถึง 1.1 แสนล้านบาท ในส่วนนี้ทางบีทีเอสจะต้องรับภาระหนี้ตรงนี้ไปทั้งหมด ทำให้กทม.สามารถปลดภาระหนี้ส่วนนี้ได้ 

3. กทม.จะมีส่วนแบ่งรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะหลังจากปี 2572 เป็นต้นไป บีทีเอสจะต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้จากรถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดทั้งเส้นทางให้กทม. โดยตามหลักการในช่วงปีแรกๆ จะมีการกำหนดส่วนแบ่งรายได้ให้กักทม.ยังไม่มาก เช่นปี 2574 อาจจะได้น้อยหน่อย แต่จะไปเพิ่มปีหลังๆ หรือปี 2580 ขึ้นไปก็จะได้มากขึ้น ซึ่งตลอดอายุสัมปทานคาดว่ากทม.จะได้ส่วนแบ่งรายได้จากบีทีเอสสูงถึงแสนล้านบาท ซึ่งการกำหนดสัดส่วนเงื่อนไขของส่วนแบ่งรายได้จะมีการเจรจากันอีกครั้ง หลังจากที่ครม.อนุมัติต่อสัญญาสัมปทานและมีลงนามสัญญาแล้ว

"เงื่อนไขที่กล่าวมานี้ กทม.ได้บีบบีทีเอสจนยอมตกลง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ กทม.มองว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากอัตราค่าโดยสารที่ลดลงถึง 70% และกทม.ยังไม่ต้องแบกรับหนี้แสนล้านด้วย" 

สำหรับการเจรจาต่อสัมปทานทางด่วนสายสีเขียว ยืนยันว่ามีความโปร่งใส และถูกระเบียบ เพราะกทม.ไม่ได้ทำโดยพละการ แต่มีกระทรวงมหาดไทยประสานกระทรวงคมนาคมตรวจสอบ และร่างสัญญาที่จะมีการลงนามกับบีทีเอสยังได้ส่งไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบแลว จึงมีความโปร่งใส ไม่ขัดระเบียบใดๆ

ส่วนประเด็นที่มีการชี้แจงในสภาฯถึงสาเหตุที่นายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากรมว.คลัง เพราะต้องต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ไม่มีหรอก ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอก ขณะที่การเสนอวาระต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าครม.นั้น เป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่จะดำเนินการ


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์