ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"อนุดิษฐ์" เปิดหัวซักฟอกคิวแรก ชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว ไล่นายกฯ

945 21
อนุดิษฐ์ เปิดหัวซักฟอกคิวแรก ชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว ไล่นายกฯ

"อนุดิษฐ์" อภิปรายคิวแรกไล่นายกฯลาออกไป เปิดทางแก้ปัญหาประเทศ หวั่นหนี้เกินเพดานร้อยละ 60 ของจีดีพี ชู 3 นิ้วกลางสภา ปฏิญาณว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน แขวะนายกฯ เลิกตีกอล์ฟวันหยุด แล้วเอาเวลาไปทำงาน ขอรัฐบาลตั้งหลัก ลดรายจ่ายประจำ หลังพบกองทัพมีข้าราชการเกินกว่าจำเป็น

(9 กันยายน 2563) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวเปิดหลักการและเหตุผลการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ว่า สถานการณ์ความน่าเป็นห่วงหลายเรื่อง ไม่ว่าจะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกหดตัวอย่างรุนแรง เป็นผลให้เศรษฐกิจที่แย่มาตั้งแต่ก่อนหน้า รุนแรงมากขึ้น รวมถึงการส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภค การลงทุน เกิดการหดตัวอย่างรุนแรง

ขณะที่ รัฐบาลมีความเปราะบาง ก่อหนี้เงินกู้ขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น และกู้เงินเพื่อใช้ในการเยียวยาแก้ปัญหา คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะปี 2564 จะสูงถึงร้อยละ 58 หรืออาจมากกว่านั้น ซึ่งจะมีผลต่อความยั่งยืนทางการคลัง ขณะเดียวกันก็เกิดสถานการณ์ทางการเมืองขึ้นมาแทรกซ้อน ซึ่งเป็นผลจากความไม่ชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ และจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เป็นไปเพื่อการสืบทอดอำนาจ จึงเกิดการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการข่มขู่คุกคามประชาชน

ขอให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน และยุบสภาเพื่อคืนอำนาจ แต่รัฐบาลก็ใช้กฎหมายข่มขู่คุกคาม มีการจับกุมแกนนำผู้ชุมนุม ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งที่มีมากอยู่แล้วเกิดความตึงเครียด ส่งผลให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยากยิ่งอยู่แล้ว ต้องทวีความยากขึ้นตามลำดับ ด้วยเหตุนี้จึงได้ร่วมกันลงชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอภิปรายต่อว่า การบริหารราชการแผ่นดินของพล.อ.ประยุทธ์ โดยขออย่าฟังคนรอบข้างที่ชอบประจบว่าบ้านเมืองไม่มีปัญหา เพราะโกหกทั้งนั้น และขอให้เลิกตีกอล์ฟทุกวันหยุด เอาเวลาไปแก้ปัญหาบ้านเมืองจะดีกว่า ซึ่งหลายปัญหาเคยพูดในสภาฯ แห่งนี้ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และชี้ว่านอกจากจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ก่อหนี้เยอะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้ว ยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำให้เกิดการก่อม็อบ ทำให้เกิดการชุมนุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ มีการรวมตัวกันของลูกหลานเยาวชนคนไทย ออกมาขับไล่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะเยาวชนมองไม่เห็นอนาคตจของตัวเอง จึงออกมาชู 3 นิ้ว ผูกริบบิ้นสีขาวออกมาไล่ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา แม้กระทั่งลูกหลานของคนในรัฐบาลก็ออกมาขับไล่ด้วย แต่นายกรัฐมนตรีตอบโต้ คุกคาม ออกหมายจับ ออกหมายเรียก ครูต้องลงโทษเด็กติดริบบิ้นสีขาว ตำรวจกดดันครู โรงเรียนกลายเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นและควรช่วยกันเปลี่ยนประวัติศาสตร์นี้ #ให้มันจบในสภาที่รุ่นเรา


"ขออนุญาตชู 3 นิ้ว เป็นคำมั่นสัญญาปฏิญาณตนต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศว่า จะขอคืนอำนาจอธิปไตยกลับมาให้ประชาชน จะใช้รัฐสภาแห่งนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกของประเทศ ให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของประชาชน และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติความรุนแรง ยุติการคุกคาม ยุติการออกหมายเรียก และยุติรัฐธรรมนูญเผด็จการ กลับสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. คืนอำนาจให้ประชาชน และขอให้นายกรัฐมนตรียกเลิกหมายจับเยาวชนทั่วประเทศ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศทางการเมือง เปิดเวทีให้ลูกหลานเยาวชนเข้ามาเสนอข้อเรียกร้องผ่านตัวนายกรัฐมนตรี หยุดคุกคามแล้วเปลี่ยนเป็นคุ้มครอง หยุดปิดหูแล้วเปลี่ยนเป็นรับฟัง หยุดปิดกั้นแล้วนำเสนอทางออกร่วมกัน"น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอภิปรายถึงปัญหาการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ว่า การจัดเก็บภาษีที่คาดการณ์ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายถึง 3 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเกิดจากฝีมือของพลเอกประยุทธ์และพวก ดึงประเทศให้จมลงในหนี้สินกองมหึมา เพราะการเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า ต้องกู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้หนี้สาธารณะอาจสูงเกินกว่าร้อยละ 60 ของจีดีพี เกินกว่าเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ ไม่เช่นนั้นต้องบอกประชาชนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาวะการล้มละลายทางการคลังของประเทศ รวมถึงไม่สงสัยว่า ทำไมไม่มีใครยอมมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะจะนำไปสู่ความล้มละลายของประเทศหรือไม่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณปี 2563 ถึง 2564 รายจ่ายประจำมีสัดส่วนเติบโต สูงกว่ารายจ่ายลงทุน ทำให้รัฐราชการเติบโตในเชิงปริมาณ ภาษีราษฎรเข้าไปอุดหนุนระบบราชการ ทำให้ประเทศไม่มีโอกาสได้ลงทุนอะไรใหม่ๆ อนาคตประเทศแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งตัวอย่างชัดเจนคือการขยายระบบราชการไปที่กองทัพ เช่นพระราชบัญญัติต่างๆ ที่ขยายอำนาจหน้าที่ของกองทัพ ส่งผลทำให้จำนวนข้าราชการกระทรวงกลาโหมมีจำนวนมากกว่า 3 กองทัพของในประเทศใหญ่ๆ ทำให้มีสัดส่วนจำนวนราชการสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นภาระทางการคลังเลี่ยงไม่ได้

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า จากเดิมประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ได้เปรียบมากกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุน มีปัจจัยเกื้อกูลและแรงจูงใจของบีโอไอ ทำให้นักลงทุนแห่เข้ามาลงทุนกับประเทศไทย จนกระทั่งเป็นไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ แต่ขณะนี้ข้อได้เปรียบต่างๆ ทั้งสิทธิพิเศษทางศุลกากร หรือ GSP ที่ถูกยกเลิกไป รวมถึงการค้าเสรีที่เตรียมเจรจาหลายประเทศหยุดชะงัก เพราะการยึดอำนาจของกองทัพ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประเทศและประชาชนต้องจ่ายให้ระบบเผด็จการ และขณะนี้ประเทศในอาเซียนหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามกำลังได้เปรียบ ปัจจัยเหล่านี้กำลังทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะลำบาก จึงต้องถามนายกรัฐมนตรีว่าเตรียมการกับสิ่งที่จะขาดหายไปอย่างไร และที่ยิ่งทำให้การตัดสินใจในการลงทุนของต่างชาติต้องถอยไป คือการไม่ค่อยเคารพสิทธิมนุษยชน ทั้งการปิดเมืองทอง การไม่เคารพสิทธิพื้นฐานของประชาชน รวมไปถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ล้วนส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ซึ่งนายกรัฐมนตรีควรพิจารณาขีดความสามารถ ผลผลิตที่นำไปต่อยอดเพื่อการลงทุนตรงความต้องการของโลก การจัดสรรงบประมาณการลงทุนภาครัฐจะต้องตอบสนองกับการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการผลิตตามเป้าหมายใหม่

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การบริหารต้องเน้นเป้าหมายนำขบวนการ แต่ตอนนี้เน้นกระบวนการโดยไม่มีเป้าหมาย คือยุทธศาสตร์ 20 ปีที่นายกรัฐมนตรีกำหนดให้ทุกคนในประเทศปฏิบัติตาม แต่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เช่น สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ยุทธศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาได้ เว้นแต่การใช้ยุทธศาสตร์ส่วนตัว ก็คือการกู้จนกระทั่งหนี้สาธารณะกำลังจะชนเพดานความยั่งยืนทางการคลัง การกำหนดเป้าหมายจึงต้องคำนึงถึงบริบทของประเทศ

มีข้อเสนอ 4 ข้อ คือ 1.ลดรายจ่ายประจำ ลดจำนวนข้าราชการที่เกินความเหมาะสม จะได้เอาไปใช้จ่ายลงทุนผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ 2.กำหนดเป้าหมายของประเทศ สร้างฐานการผลิตใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของโลก 3.เปลี่ยนวิธีการงบประมาณใหม่ ต้องกำหนดเป้าหมายนำกระบวนการ ต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จของคุณภาพและผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และ 4. ต้องเคารพอำนาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะทำให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความเชื่อมั่น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ จะต้องเลิกใช้อำนาจข่มขู่คุกคามประชาชน และสนับสนุนให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นผู้สร้างเอง

"ยืนยันว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นความปรารถนาดี ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง และมีข้อเสนอข้อสุดท้าย ถ้าพล.อ.ประยุทธ์อยากจะช่วยเหลือคนไทยจริงๆ ทำง่ายนิดเดียว คือขอให้ลาออกไป ถ้ากล้าหาญเหมือนกับเยาวชนที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องในขณะนี้ เพราะหากประกาศลาออก ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดในประเทศนี้ จะหายไปทันที และคนไทยทั้งประเทศจะปรบมือแสดงความยินดีกันทั้งประเทศ"น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์