ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เลือกตั้งสหรัฐฯ "จีน" เลือก "ทรัมป์" หรือ "ไบเดน" ?

840 26

ระหว่าง "โดนัลด์ ทรัมป์" กับ "โจ ไบเดน" คุณคิดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และรัฐบาลจีนอยากให้ใครชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ? ในการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งทรัมป์และไบเดนต่างก็โจมตีอีกฝ่ายว่ายอม "อ่อนข้อ" ให้กับจีน โดยทรัมป์กล่าวในการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ถ้าไบเดนซึ่งทรัมป์เรียกว่าเป็น "หุ่นเชิดของจีน" ชนะเลือกตั้ง จีนจะ "ครอง" อเมริกา คนอเมริกันอาจต้องไปเรียนภาษาจีนกันหมด แต่หากเขาชนะ สหรัฐฯ จะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาจีนอีกเลย

ด้านไบเดนโจมตีว่า ตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี จีนมีแต่แข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่อเมริกาอ่อนแอลง โดยชี้ให้เห็นถึงผลพวงของ "สงครามการค้า" ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า ส่งผลแง่ลบต่อผู้ประกอบการในสหรัฐฯ มากกว่าในจีน และแม้จะทำข้อตกลง "เฟส 1" ไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ

แล้วแบบนี้จีนอยากให้ใครชนะเลือกตั้งกันแน่? ในมุมมองของหน่วยงานความมั่นคงในสหรัฐฯ มองว่า จีนชอบ "ไบเดน" มากกว่า โดยผอ.ศูนย์ต่อต้านข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่า จีนต้องการให้ทรัมป์แพ้เลือกตั้ง เพราะจีนมองว่าทรัมป์เป็นคนที่ "คาดเดาไม่ได้"

มีหลายเหตุผลที่อาจอธิบายได้ว่า ทำไมจีนถึงอยากให้ไบเดนชนะ เพราะอย่างน้อยไบเดนก็มีจุดยืนสนับสนุนการค้าเสรีและข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ อย่างที่เคยผลักดันข้อตกลง "ทีพีพี" สมัยที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี สวนทางกับทรัมป์ที่โจมตีว่า การที่จีนได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกคือ "หายนะ" ของอเมริกา

ไบเดนสนับสนุนความร่วมมือของนานาชาติในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนซึ่งจีนเองก็เป็นตัวตั้งตัวตีในด้านนี้เช่นกัน ทำให้อย่างน้อยสองประเทศก็ยังพอมีประเด็นที่ "คุยกันรู้เรื่อง" อยู่บ้าง ไม่เหมือนทรัมป์ที่มองว่า โลกร้อนเป็นเรื่อง "ลวงโลก" และนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีสที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก


ขณะเดียวกันหากเราย้อนไปดูประวัติของไบเดนตลอดช่วงเวลาเกือบ 50 ปีในแวดวงการเมือง ปรากฏว่า ไบเดนเป็นนักการเมืองสหรัฐฯ คนแรกๆ ที่เดินทางไปเยือนจีน เพียงแค่ไม่กี่เดือนหลังสหรัฐฯ กับจีนแผ่นดินใหญ่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว แถมไบเดนยังเคยโม้ด้วยว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเป็นผู้นำต่างประเทศที่เขาสนทนาเป็นการส่วนตัวด้วยนานที่สุด

ที่สำคัญไบเดนในวัยย่าง 78 ปี ซึ่งหากชนะเลือกตั้งจะเป็นประธานาธิบดีที่ "แก่ที่สุด" ในประวัติศาสตร์ อาจอยู่ในตำแหน่งแค่สมัยเดียวเท่านั้น เหมือนกับเป็น "ผู้นำขัดตาทัพ" ดังนั้น จีนจึงอาจมองว่า ไบเดนคงจะทุ่มเวลาให้กับการสะสางวิกฤตภายในประเทศมากกว่าจะไปงัดข้อกับจีน

อย่างไรก็ตามชาวจีนหลายคนกลับเห็นต่าง มองว่าจีนอยากให้ทรัมป์ชนะมากกว่า รวมทั้งหู สีจิน บรรณาธิการคนดังของโกลบอลไทมส์ สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนที่บอกว่า ขอให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่อไป ทั่วโลกจะได้ "เกลียดอเมริกา" ยิ่งกว่าเดิม!

ถ้าจะมองแบบนี้จริงๆ ก็มีหลายเหตุผลสนับสนุนเช่นกัน โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลดบทบาทสหรัฐฯ ในเวทีโลกลงอย่างชัดเจนด้วยการถอนตัวจากเวทีและข้อตกลงระหว่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะ "องค์การอนามัยโลก" ที่ทรัมป์ถอนสหรัฐฯ ออกมาด้วยข้อกล่าวหา "เข้าข้างจีน" เรื่องโควิด-19 สวนทางกับสี จิ้นผิงที่ใช้เวทีเดียวกันนี้เพิ่มความสนับสนุนทางการเงินให้อนามัยโลก พร้อมประกาศให้วัคซีนโควิด-19 ของจีนเป็น "สินค้าสาธารณะ" ของโลก

นอกจากนี้ทรัมป์ยังเปิดศึกวิวาทะกับผู้นำชาติพันธมิตรสำคัญของตัวเองบ่อยครั้ง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลของเยอรมนี จนทำให้สายสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นต้องสั่นคลอน ในทางตรงกันข้าม ทรัมป์กลับอวดอ้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำเผด็จการของชาติศัตรูอย่างคิม จอง-อึน แห่งเกาหลีเหนือ จนครั้งหนึ่งทรัมป์ถึงกับอ้างว่าเขากับคิม "รักกัน"

การชุมนุมและเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ไม่เว้นแต่ละวัน เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างดีที่แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ทรัมป์เข้ามา เขาทำให้สังคมอเมริกา "แตกแยก" ขนาดไหน ในทางกลับกัน ทรัมป์กลับช่วย "ปลุกใจชาวจีน" ให้ฮึมเหิมรักชาติ ด้วยนโยบายแบน "หัวเว่ย" และ"ติ๊กต๊อก" จากข้ออ้าง "ภัยความมั่นคง" ที่คนจีนมองว่าเป็นการ "หาเหตุ" กลั่นแกล้ง

ในการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนไม่ได้เลือกกันแค่ตำแหน่งประธานาธิบดีเท่านั้น แต่เลือกทั้ง ส.ส. ส.ว. และนักการเมืองท้องถิ่นอีกหลายตำแหน่ง จึงมีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะกลายเป็น "เป็ดง่อย" นั่นคือ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่สูญเสียเสียงข้างมากในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ทำให้การผ่านกฎหมายและดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างยากลำบาก เหมือนที่เคยเกิดกับโอบามาในช่วงสมัยที่ 2 ซึ่งหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ทรัมป์ก็อาจกลายเป็น "ลูกเป็ดในกำมือ" ของจีน

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป จีนก็คงเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ ไม่น้อยไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เห็นได้จากการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า ชาวอเมริกันถึง 73% หรือเกือบ 3 ใน 4 ของทั้งประเทศมองจีนใน "แง่ลบ" ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วกว่า "2 เท่า" นอกจากนี้หากแยกกลุ่มตามพรรคการเมืองที่สนับสนุนแล้วจะพบว่า ผู้สนับสนุนของทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต "ส่วนใหญ่" ต่างก็มองจีนในแง่ลบทั้งคู่ โดยผู้สนับสนุนรีพับลิกันมองจีนแง่ลบมากกว่าพรรคเดโมแครตถึง 15%

ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ไบเดนชนะ นโยบายต่างๆ ที่ทรัมป์เคยกดดันจีนไว้ ไบเดนก็คงไม่ "ยูเทิร์น" กลับในทันที ตราบใดที่ชาวอเมริกันทุกฝ่ายยังคงมองจีนในแง่ลบมากขนาดนี้ แถมไบเดนยังอาจเพิ่มแรงกดดันด้าน "สิทธิมนุษยชน" เข้าไปอีกตามสไตล์พรรคเดโมแครตก็เป็นได้

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่สหรัฐฯ ทำไปก็เพราะ "กลัวการเติบโต" ของจีน ดังนั้น ยิ่งสหรัฐฯ กดดันหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า จีนกำลัง "เดินมาถูกทาง" แล้ว

เรื่องโดย กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend