เมื่อหันมามองสถานการณ์ในเมืองไทย เราต้องไม่มองว่าเยาวชนที่ตื่นตัวทางการเมืองเหล่านี้ เป็นคนที่คิดร้ายทำลายชาติ หรือเป็นพวกไม่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ แท้ที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การที่เยาวชนหันมาสนใจเรื่องการเมืองนับว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากการเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน ประเทศจะพัฒนาไปไม่ได้ถ้าเยาวชนในชาติสนใจแต่ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง และเยาวชนคนหนุ่มสาวที่ตื่นตัวสนใจการเมืองกลุ่มนี้ ในที่สุดจะกลายเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป และในการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ เขาไม่จำเป็นต้องรอการบอกเล่าจากผู้ใหญ่ พวกเขาสามารถหาความรู้ได้เอง คิดเองได้ บางครั้งเขากล้าตั้งคำถามได้อย่างแหลมคมมากกว่าผู้ใหญ่บางคน
ที่น่าสนใจคือ ในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างสันติของพวกเขา เขาใช้การต่อสู้เชิงสัญญลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ ที่คู่ขนานพร้อมไปกับการเรียกร้องประชาธิปไตย เช่น การชูสามนิ้ว การชูกระดาษเปล่า กิจกรรมวิ่งร้องเพลง และการติดริบบิ้นสีขาว ฯลฯ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาพยายามปลดแอกจากการที่ต้องตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบอำนาจนิยมมายาวนาน อันเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองหรือระบบที่ไม่เคยเปิดโอกาส หรือปิดกั้นไม่ให้เขาได้พูดหรือแสดงออกมาก่อน และในการต่อสู้ทางการเมืองก็ไม่จำป็นต้องมีแกนนำที่ผูกขาดตลอดกาล ไม่จำเป็นต้องมีแม่ยก แต่ใช้การระบบการสื่อสารสมัยใหม่ในการติดต่อกับสมาชิก
รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยและในฐานะผู้ปกครอง ต้องมีความเข้าใจถึงพลวัตรหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองเช่นนี้ เพื่อให้การบริหารบ้านเมืองเป็นไปด้วยดี หากผู้มีอำนาจยังขาดความรู้และความเข้าใจ และหันมาใช้กำลังความรุนแรงหรือใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม เข้าจัดการกับกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาวเหล่านี้ นอกจากเป็นการทำลายเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์แล้ว ยังอาจทำให้ปัญหาบานปลายเกิดขึ้นได้
รศ.ดร. พรอัมรินทร์ พรหมเกิดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นโทร 084-115-5583, E-mail; [email protected]