ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ยื่นกมธ.ปปง.สอบเส้นทางเงินดีเอสไอ-อัยการ"คดีวิคตอเรีย"

148 2

เครือข่ายต่อต้านค้ามนุษย์ ยื่นกรรมาธิการฟอกเงินฯ ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และอัยการ ไขข้อข้องใจมีการเรียกรับเงินอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครทหรือไม่ เหตุใดสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาจนหลุดคดี

วันนี้ (19 ส.ค.) เวลา 13.00 น. ที่สภาผู้แทนราษฎร เครือข่ายองค์กรผู้หญิงและเด็ก พร้อมด้วยเครือข่ายต่อต้านการค้ามนุษย์ และ Anti Human Trafficking Network หรือ ANT เข้ายื่นหนังสือต่อ นายนิพันธ์ ศิริธร ประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในคดีอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท หลังจากเครือข่ายต่อต้านการค้ามนุษย์ 13 องค์กรเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้มีความไม่โปร่งใสทุกขั้นตอน โดยเฉพาะกรณีการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารายสำคัญในคดี ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อคดีในภายหลัง

นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ประฐานมูลนิธิรณสิทธิ์ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายต่อต้านการค้ามนุษย์ 13 องค์กร บอกว่า มีความเป็นห่วงกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยเฉพาะคดีอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท ที่มีความผิดปกติตั้งแต่ต้น เริ่มจากชั้นพนักงานสอบสวนดีเอสไอ มีการทำสำนวนคดีหายไปกว่า 500 หน้า ต่อมาพนักงานอัยการ มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาสำคัญในคดี 2 รายคือ นางนิภา และนายธนพล วิระเทพสุภรณ์ ภรรยาและลูกของเสี่ยกำพล วิระเทพสุภรณ์ ทั้งที่เส้นทางการเงินจากอาบอบนวดไปเข้าบัญชีของผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าเป็นเจ้าของอาบอบนวดตัวจริง

อีกทั้งก่อนหน้านี้ ปปง.ได้ยึดทรัพย์นางนิภา กว่า 70 ล้านบาท แต่หลังจากมีคำสั่งไม่ฟ้อง ทำให้การดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 2 รายนี้สิ้นสุดลง และต้ส่งคืนทรัพย์ที่ยึดมาให้กับนางนิภา



กรณีนี้ ทางเครือข่ายฯ ยังเคลือบแคลงสงสัยประเด็นการสั่งไม่ฟ้องของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ ว่า การสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้นถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ อีกทั้งปัจจุบันทางเครือข่ายฯ ยังไม่ได้รับคำชี้เเจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา พิจารณาจากเหตุผลและพยานหลักฐานใด

อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้ทางเครือข่ายฯ ไม่เชื่อถือต่อองค์กรอัยการ เนื่องจากคณะกรรมการอัยการที่มีหน้าที่ตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารายสำคัญในคดีอาบอบนวดวิคตอเรีย ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งยุติการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างมีเงื่อนงำ เนื่องจากผู้เซ็นคำสั่งคือ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อมีคำสั่งยุติแล้ว ทางเครือข่ายฯ ยังไม่เคยได้รับคำชี้เเจงจากอัยการว่า เหตุใดจึงสั่งยุติการตรวจสอบ ทั้งที่เคยยื่นหนังสือทวงถามหลายครั้ง

นายรณสิทธิ์ยังบอกอีกว่า คดีอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องคดีค้ามนุษย์ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงข้อหาค้ามนุษย์ เนื่องจากมีการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ออกมาจากอาบอบนวดแห่งนี้ได้ 9 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุ 12 ขวบ ทางเครือข่ายฯ จึงมีความข้องใจเป็นอย่างสูงว่า กระบวนการยุติธรรมของไทย หากมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้ต้องหา หรือที่เรียกว่าฟอกคดีให้เป็นสีขาว และเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีความผิดฐานฟอกเงินด้วย จึงได้มายื่นหนังสือต่อประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินคดีอาบอบนวดวิคตอเรียว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าไปเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดคดีหรือไม่

นางสาวชลีรัตน์ ทิมบุตร ผู้ประสานงานมูลนิธิพิทักษ์สตรี บอกว่า หลักฐานสำคัญที่ยื่นให้ตรวจสอบคือเส้นทางการเงินของอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท ที่มีการโอนเงินไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่มี 3-4 รายที่เป็นบุคคลสำคัญ ทั้งอดีตบิ๊กสีกากี โดยโอนสองรอบ ๆ ละ 300 ล้านบาทรวม 600 ล้านบาท และยังมีการโอนเงินหลักสิบล้านบาทไปเข้าบัญชีของอัยการคนหนึ่งหลายรอบ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้มอบให้ประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ไปตรวจสอบแล้ว

ด้านนายนิพันธ์ ศิริธร ประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด บอกว่า หลังจากได้รับเรื่องแล้วทางกรรมาธิการฯ จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป โดยเฉพาะประเด็นการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาสองรายในคดี เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ให้นโยบายปราบปรามการค้ามนุษย์สัมฤทธิ์ผล สามารถตอบคำถามต่อสังคมรวมถึงนานาชาติได้

เรื่องโดย สรารัตน์ รัตนสุวรรณ | ภาพโดย สรารัตน์ รัตนสุวรรณ
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend