ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563

วัดพลัง ก.อ. - มือสั่งคดีบอส...รอดหรือร่วง?

287 6
วัดพลัง ก.อ. - มือสั่งคดีบอส...รอดหรือร่วง?

คดี "บอส รอดทุกข้อหา" ผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ ตั้งแต่สื่อต่างประเทศแฉจนดังกระฉ่อนโลก ถึงนาทีนี้แม้กระแสจะยังแรงดีไม่มีตก แต่โอกาสหาคนผิดมาสอบสวนลงโทษทำท่าจะเลือนราง เพราะทั้งอัยการและตำรวจ โดยเฉพาะคณะกรรมการตรวจสอบทั้ง 2 คณะ แสดงท่าทีปกป้ององค์กร ยืนยันกระบวนการถูกต้อง และเตรียมแจ้งข้อหาใหม่ รวมทั้งแจ้งข้อหาเพิ่มกับนายบอส จากนั้นก็น่าจะปิดฉากเรื่องนี้ลง

ในส่วนของตำรวจ ปรากฏว่า พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น จากกองพิสูจน์หลักฐาน ที่เคยกลับคำให้การเรื่องความเร็วรถเฟอร์รารี จาก 177 เหลือไม่ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จน "บอสรอดทุกข้อหา" ล่าสุดได้กลับลำอีกรอบ อ้างว่าการกลับคำให้การครั้งก่อนสับสน คราวนี้ขอยืนยันความเร็วรถ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหมือนเดิม

งานนี้อ่านเกมว่า ตำรวจกำลังรับลูกอัยการ ที่บอกว่าเรื่อง "ความเร็วรถ" เป็นหลักฐานใหม่ หลังจากนี้ก็จะแจ้งข้อหาใหม่ ซึ่งจริงๆ คือข้อหาเดิม พร้อมใส่หลักฐานใหม่ ซึ่งจริงๆ เป็นหลักฐานเดิม ส่งไปให้อัยการฟ้อง และแจ้งข้อหาเพิ่มเรื่องเสพโคเคน แล้วก็จบเรื่องแบบแฮปปี้เอนดิ้ง นายบอสก็หนีต่อไปจนขาดอายุความปี 2570

แต่สิ่งที่สังคมยังคาใจก็คือ กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่มีคนผิดเลยหรือ ทั้งๆ ที่ "ข้อเท็จจริง" ที่นำมาสู่การสั่งคดีใหม่ ในแบบ "กลับคำสั่ง" จากฟ้องเป็นไม่ฟ้อง มันมีพิรุธน่าสงสัย และน่าจะมีการกระทำกันเป็นขบวนการ แต่คณะกรรมการ 7 อรหันต์ของอัยการ กลับสรุปเฉพาะประเด็น "กระบวนการ-ขั้นตอน" ว่าชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แถมหนึ่งในคณะทำงานฯ ยังย้อนถามนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยว่า ไม่โอเคตรงไหน

ประเด็นที่สังคมคาใจนี้ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ประธาน ก.อ.) ก็คาใจเช่นเดียวกัน จึงได้ทำบันทึกข้อความถึง นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ตั้งข้อสังเกตว่า การรับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมจากฝั่งนายบอส จนนำไปสู่การสั่งสอบเพิ่ม และ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องทุุกข้อหานั้น เป็นการกระทำที่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เพราะคดีนี้อัยการสูงสุดเป็นคนสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม แต่กลับมีการไปรับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมมาใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดิม ฉะนั้น "คำสั่งฟ้อง" เดิมของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ จึงยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หน้าที่ของอัยการคือนำตัวผู้ต้องหามาฟ้อง ไม่ใช่ไปรับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมมาสั่งคดีใหม่ "ทับคำสั่งเดิม"

ล่าสุดอดีตอัยการสูงสุดคนดังที่ได้รับการยอมรับในวงการอย่างมาก คือ นายคณิต ณ นคร ก็ออกมายืนยันตามนี้ว่า คดีนี้ถือว่า "อัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องไปแล้ว" การจะสั่งสอบสวนเพิ่ม หรือกลับคำสั่ง ต้องเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจของ นายเนตร นาคสุข ซึ่งขณะพิจารณาเรื่่องนี้เป็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูง และรักษาการรองอัยการสูงสุดเท่านั้น


ในประเด็นการร้องขอความเป็นธรรม มีหลักฐานสำคัญล่าสุดเป็นเอกสารเมื่อปี 2561 จากอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ตอบกลับไปยังคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ชุดที่มี พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน) ที่รับเรื่องขอความเป็นธรรมจากฝั่งนายบอส หนังสือของอัยการยืนยันว่า คดีนี้อัยการสูงสุดสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว เพราะพยานหลักฐานใหม่ที่อ้าง โดยเฉพาะการตรวจวิเคราะห์ความเร็วรถจาก ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม เป็นหลักฐานที่เคยใช้ยื่นขอความเป็นธรรมมาก่อนหน้านั้น ซึ่งได้พิจารณาไปหมดแล้ว และสั่งยุติเรื่องไปแล้วโดยอัยการสูงสุด

เรื่องนี้เป็นไปตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะหากปล่อยให้ฝ่ายผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมได้ไม่จบสิ้น ก็จะทำให้ผู้ต้องหาที่มีอำนาจเงินและบารมี สามารถใช้กลไกต่างๆ ในการร้องขอความเป็นธรรมได้ตลอดเวลา ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงอาจต้องการเตะถ่วงคดีให้ขาดอายุความก็เป็นได้ โดยไม่ได้ต้องการร้องขอความเป็นธรรมจริงๆ อีกทั้งพยานหลักฐานต่างๆ ในฝ่ายผู้ต้องหา หากคิดว่ามีน้ำหนักมากพอ ก็สามารถนำไปใช้ต่อสู้ในศาลได้อีกถึง 3 ศาล

เรื่องการร้องขอความเป็นธรรม เป็นไปตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ระบุไว้ในส่วนที่ 3 ข้อ 48 ระเบียบเขียนไว้ชัดว่า ถ้าเป็นการ "กลับคำสั่ง" (จากเรื่องร้องขอความเป็นธรรม) ต้องปฏิบัติตามข้อ 6 วรรคท้าย ที่ว่า "....กรณีเห็นควรกลับความเห็นหรือกลับคำสั่งเดิม ให้เสนอตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง เว้นแต่ความเห็นหรือคำสั่งนั้นเป็นของอธิบดี ให้เสนออัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายเพื่อพิจารณาสั่ง"

เมื่อเทียบกับคดีบอสมี 2 ประเด็นที่ "กลับคำสั่ง" หรือ "ความเห็น" 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1. กลับคำสั่งคดี จาก "ฟ้อง" เป็น "ไม่ฟ้อง" กรณีนี้รองอัยการสูงสุดน่าจะสั่งได้ กับ 2. กลับคำสั่งหรือความเห็นของอัยการสูงสุดที่สั่งให้ยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม กรณีนี้น่าจะต้องใช้คำสั่งของอัยการสูงสุด ฉะนั้นการหยิบเรื่องร้องเรียนขึ้นมาพิจารณาซ้ำอีกโดยที่อัยการสูงสุดไม่ได้สั่ง จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำถามที่ต้องถามกันต่อก็คือ เมื่อระเบียบ กฎหมาย ตลอดจนท่าทีของผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงอัยการชัดขนาดนี้ เหตุใดจึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากอัยการสูงสุด เช่น ออกคำสั่งสอบสวนการใช้ดุลยพินิจของ นายเนตร นาคสุข เพราะถึงขณะนี้ทุกอย่างยังนิ่ง

งานนี้ "กูรูในแวดวงกฎหมาย" ชี้ว่า อาจต้องไปรอลุ้นกันในการประชุม ก.อ. วันที่ 18 สิงหาคม ว่า ก.อ.จะมีมติให้ตั้งกรรมการสอบวินัย นายเนตร นาคสุข หรือไม่ หรือจะต้องย้อนไปตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อนว่า "ใช้ดุลยพินิจ" สั่งคดีโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้เรื่องจบไปแบบค้างคาแบบนี้ เพราะคณะกรรมการ 7 อรหันต์ของอัยการ ก็สรุปแล้วว่า นายเนตร สั่งคดี และกลับคำสั่งคดีจาก "ฟ้อง" เป็น "ไม่ฟ้อง" โดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน

งานนี้จึงต้องตามไปดูโครงสร้าง ก.อ. ซึ่งมีอยู่ 15 คน ว่าเสียงส่วนใหญ่จะไปทางไหน หรือจะมีการ "วัดพลัง" กันหรือไม่ ระหว่างฝั่งประธาน ก.อ. กับฝั่งอัยการสูงสุด

ไล่ดูโครงสร้าง ก.อ. พบว่า มีประธาน ก.อ. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพนักงานอัยการทั่วประเทศ เป็นประธาน ซึ่งก็คือ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง มีอัยการสูงสุด เป็นรองประธาน ก.อ.โดยตำแหน่ง นอกจากนั้นก็มี ก.อ.โดยตำแหน่งอีก 5 คน เป็นรองอัยการสูงสุดอันดับ 1-5 เรียงลำดับอาวุโส ซึ่งนายเนตร นาคสุข ก็เป็น ก.อ.โดยตำแหน่งอยู่ด้วย

ที่เหลืออีก 8 คนเป็น ก.อ.ผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากการเลือกตั้งของพนักงานอัยการ แบ่งเป็นอัยการในราชการ 4 คน อัยการบำนาญ 2 คน และคนนอกที่ไม่เคยเป็นอัยการ 2 คน

ประเด็นที่ต้องลุ้นกันก็คือ ในโครงสร้าง ก.อ. 15 คนนี้ มีอยู่ 4 คนที่ไปทำหน้าที่เป็นคณะทำงาน 7 อรหันต์ ที่สรุปว่านายเนตร สั่งคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบด้วย สมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด, นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา, นายชาติพงศ์ จีระพันธุ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร และ นายปรเมศว์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี

นอกจากนั้นยังมีตัวนายเนตรเองที่เป็น ก.อ. และมีอัยการสูงสุด ซึ่งนิ่งเงียบมาตลอดกับเรื่องที่เกิดขึ้น เป็น ก.อ.โดยตำแหน่งด้วยอีกคนหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าฝั่งที่ไม่ได้มองว่านายเนตรมีความผิด หรือสั่งคดีโดยมิชอบ ถ้ารวมอัยการสูงสุดด้วย ก็จะมีอยู่ 6 เสียงแล้ว จากทั้งหมด 15 เสียง ฉะนั้นหาอีก 2 เสียงก็จะเป็นเสียงข้างมาก เมื่อลองบวกลบคูณหารดูแล้วก็จะเห็นว่า การดำเนินกระบวนการไปสู่การหาตัวคนผิดในฝั่งอัยการ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

ล่าสุดมีข่าวประธาน ก.อ.หารืออัยการสูงสุด เตรียมดึงอดีตอัยการสูงสุด หรืออดีตรองอัยการสูงสุด มาเป็นกรรมการสอบสวนการใช้ดุลยพินิจของนายเนตร นาคสุข แต่ก็ต้องฝ่าด่าน ก.อ. และออกระเบียบการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอัยการระดับรองอัยการสูงสุด ซึ่งยังเป็นช่องโหว่อยู่...

รอผลด้วยใจระทึก!

เรื่องโดย ปกรณ์ พึ่งเนตร | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend