ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564

"Train to Busan: Peninsula" ความหวังต่อลมหายใจธุรกิจโรงหนังไทย

524 3
Train to Busan: Peninsula ความหวังต่อลมหายใจธุรกิจโรงหนังไทย

ช่วงที่โรคโควิด 19 ระบาดหนัก ทุกธุรกิจต่างก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้ร้บผลกระทบหนักหน่วงในลำดับต้นๆ เพราะต้องปิดทำการฉายภาพยนตร์ไปเป็นระยะเวลานานหลายเดือน เพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

และในที่สุด เมื่อสถานการณ์ต่างๆในประเทศไทยเริ่มดีขึ้น โรงภาพยนตร์ก็สามารถกลับมาฉายหนังได้ตามปกติแล้ว 

แต่ถ้าถามว่า ธุรกิจโรงภาพยนตร์ กลับมาทำกำไรได้เหมือนเดิมแล้วหรือยัง ก็ตอบได้เลยว่ายัง เพราะตอนนี้ จำนวนคนที่ไปซื้อตั๋วดูหนังในโรงก็ยังน้อยมาก รอบฉายหนังก็ยังน้อยเช่นกัน 

ที่สำคัญ ยังขาด "ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์" ในระดับแม่เหล็ก ที่จะช่วยเป็นตัวดึงดูดให้คนอยากกลับไปเข้าโรงหนังอีกครั้ง

โดยความหวังทั้งหมดทั้งมวลตอนนี้ ก็ตกไปอยู่ที่ภาพยนตร์ซอมบี้จากเกาหลี Train to Busan Peninsula ที่คิดว่า น่าจะเป็น "ฮีโร่ขี่ม้าขาว" ช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้กับธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยได้ เพราะหนังเป็นภาคต่อของ Train to Busan ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงทั้งในเกาหลีและบ้านเราเมื่อ 4 ปีก่อน 

และ  Train to Busan Peninsula ก็เล่าเรื่อง 4 ปีให้หลังของเกาหลี หลังเกิดการระบาดของไวรัส ที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ไปทั้งประเทศเกาหลี


ซึ่งจริงๆตัวหนังภาคต่อ ก็ถูกกล่าวขวัญถึงมาตลอดมาตั้งแต่เริ่มถ่ายทำแล้ว เพราะด้วยความที่ภาคแรก สร้างฐานแฟนคลับเอาไว้ได้เยอะมาก ก็เป็นธรรมดาที่จะทำให้คนที่เคยดูภาคแรก ตั้งตารอคอยที่จะดูภาคต่อ ด้วยความที่ภาคแรก มันทั้งสนุก ลุ้น ตื่นเต้น น่ากลัว แอคชั่น ดราม่า เรียกได้ว่า เป็นหนังตลาดมุ่งหวังสร้างความบันเทิงที่ครบรส และทำได้ถึง จึงทำให้ภาคแรก กลายเป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆคน

มาถึงภาคต่อ Train to Busan Peninsula ได้เปิดฉายรอบสื่อมวลชนให้สื่อได้พิสูจน์ตัวหนังไปแล้ว เมื่อค่ำคืนวันที่ 22 ก.ค.63

ไม่อยากจะเล่าถึงเรื่องราวอะไรของหนังมากมายเพื่อให้เสียอรรถรส แต่ความรู้สึกโดยรวมหลังจากได้ชมภาพยนตร์จนจบ ถือว่าหนังภาคต่อ คุ้มค่ากับการรอคอยของแฟนๆ เพราะยังทำออกมาได้สนุกครบรสเหมือนเดิม ใครที่คาดหวังหนังไว้สูง เรามั่นใจว่าไม่ผิดหวัง เพราะภาคต่อยังทำให้คนดูได้ลุ้นจิกเบาะเหมือนเดิม และรู้สึกเต็มอิ่มเมื่อหนังจบ

โดยคราวนี้ที่โดดเด่นกว่าภาคแรกมาก ก็คือฉากแอคชั่นไล่ล่าด้วยรถ ที่มีความมันส์สุดๆ จนคนดูพูดเป็นเสียงเดียวกันตอนเดินออกจากโรงว่า นึกว่ากำลังดูหนัง Fast & Furious กันเลยทีเดียว

แต่สำหรับเรา คิดว่าฉากไล่ล่าด้วยรถของ Train to Busan Peninsula น่าจะได้อิทธิพลมาจากหนังรถไล่ล่าระดับคลาสสิคอย่าง Mad Max มากกว่า เพราะด้วยบรรยากาศไล่ล่าท่ามกลางความดาร์คของหนัง ทำให้เรารู้สึกถึงความบ้าคลั่งป่าเถื่อนในสไตล์ของ Mad Max

และใจความสำคัญที่ Train to Busan Peninsula ต้องการจะบอกกับคนดูก็คือ เอาเข้าจริงๆแล้ว ไม่ใช่ซอมบี้หรอกที่ทำให้เราต้องระวังตัว เพราะจริงๆแล้ว มนุษย์ปกติที่ยังไม่ได้กลายเป็นซอมบี้ต่างหาก ที่มีความน่ากลัวและไร้ความเมตตาปราณีมากกว่าซอมบี้หลายเท่านัก

พร้อมกับที่หนังยังสอดแทรกข้อคิดอีกด้วยว่า ไม่ว่าจะยังไง ชีวิตคนเราก็ยังมีความหวังอยู่เสมอ แม้ว่ารอบตัวจะดูมืดมนไร้ทางออก แต่ตราบใดที่คนเราไม่ยอมแพ้ให้กับอะไรง่ายๆ สิ่งที่เราคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ก็จะเป็นไปได้ในที่สุด

Train to Busan Peninsula เข้าฉายวันแรก 23 ก.ค.นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วไทย

เรื่องโดย คมน์ นพรัตน์ | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend