ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"ดร.เสรี" ฟาด 3 ข้อเรียกร้อง "ม็อบปลดแอก"

5.28K 117
ดร.เสรี ฟาด 3 ข้อเรียกร้อง ม็อบปลดแอก

รายการ "เรื่องลับมาก (NO CENSOR)" ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 เมือวันที่ 20 ก.ค.63 " "ดร. เสรี วงษ์มณฑา" ประเด็นร้อนทางการเมืองเกี่ยวกับม็อบเยาวชนปลกแอก ว่าม็อบดังกล่าวนั้นมีความเชื่อมโยงตามช่วงเวลาอยู่

ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อาจารย์เห็นอะไรในม็อบบ้าง? "โอ้โห เห็นตั้งแต่ก่อนเกิดม็อบอีก แบ่งเป็นก่อนเกิดม็อบ ขณะม็อบ หลังม็อบ มีความเชื่อมโยงกันหมด ก่อนเกิดม็อบ มีคนกลุ่มธนาธร คุณช่อ คุณปิยบุตร เขาพูดเรื่องสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดในม็อบ ขณะเดียวกัน คุณธนาธรบอกว่าไม่อยากให้ใครลงถนน อยากให้สู้กันในสภา แต่ปรากฎว่าก่อนหน้าเกิดม็อบ เราก็เห็นข้อความอยากให้คนมาปลดแอกตัวเองด้วยการเป็นม็อบ อันนี้ก็ย้อนแย้งกัน นี่คือสิ่งที่เกิดก่อนหน้านั้น" "ทีนี้พอถึงวันนั้นที่เกิดขึ้น ขอใช้คำวัยรุ่นว่าไม่ตรงปก (หัวเราะ) เขามากันมีแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ออกหน้า คือนิสิตนักศึกษา ดูเป็นเยาวชนที่มีความบริสุทธิ์อยากมีปลดแอก ตรงนี้ก็ตั้งคำถามแล้วว่าแอกคืออะไร จะปลดจากอะไร นี่คือคนที่อยู่ข้างหน้า ส่วนคนอยู่ข้างหลัง เราก็เห็นส.ส.พรรคก้าวไกลบางคนปรากฎตัวอยู่ที่นั่น"

"ที่บอกว่าไม่ตรงปกคืออะไร เขาเรียกร้อง 3 ข้อ ข้อที่ 1 เรียกร้องให้มีการยุบสภา ข้อที่ 2 ให้หยุดคุกคามประชาชน ข้อที่ 3 ให้แก้รัฐธรรมนูญ ดูแล้วเหมือนเขาเป็นปรปักษ์กับนายกฯ คือให้ยุบสภา นายกฯ จะได้ไปให้พ้นๆ ขณะเดียวกันคุกคามประชาชนคือกล่าวหานายกฯ ขณะเดียวกันต้องการแก้รัฐธรรมนูญ"

"ทีนี้พอไปดูป้ายที่เขายก มันไม่เกี่ยวกับนายกฯ เลย ถ้าเทียบกับป้ายที่ระยอง ซึ่งเกี่ยวกับนายกฯ จริงๆ พอมาถึงป้ายนี้ที่เราต้องเซ็นเซอร์ เพราะในนั้นคือการจาบจ้วงล่วงละเมิดต้องการล้มล้างสถาบันอย่างชัดเจน คุณออกมาคุณบอกว่าคุณต้องการไล่พลเอกประยุทธ์ ต้องการให้ยุบสภา แต่ป้ายที่คุณยกทุกป้าย หยาบคาย เป็นถ้อยคำที่จาบจ้วงล่วงละเมิด เป็นความตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่พูด ก่อนมีม็อบมีคนปาฏกถาก็ดี อภิปรายก็ดี ให้สัมภาษณ์ก็ดี เขียนบทความก็ดี มันสอดคล้องกับป้ายที่เขายก แต่ป้ายที่ยกไม่ตรงปกกับสิ่งที่เขามา"

"ประเด็นให้ยุบสภา ถามว่าสภาผิดอะไร ถ้าคุณอยากไล่นายกฯ คุณต้องเขียนมาว่าข้อที่ 1 เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก อันนี้ก็จะเป้าไปที่นายกฯ อันนี้ยุบสภา เฮ้ย แล้วคนที่เขาเพิ่งเป็นส.ส. เขาทำผิดอะไร สองหยุดคุกคามประชาชน ถามว่าคุณเดินทางมาทำงาน มีใครคุกคามมั้ย ไปเที่ยวผับเที่ยวเทค มีใครไปคุกคามมั้ย ไปออกกำลังกาย มีใครคุกคามมั้ย คนเราไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่มีใครทำอะไรเราได้"

"แต่การที่คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ถึงร้อยคน หลักสิบ โดนจับโดนคดีอะไรต่างๆ คุณไม่ทำผิดใครจะไปทำอะไรคุณ แล้วขณะเดียวกัน คน 60 กว่าล้าน ไม่มีใครถูกคุกคามใดๆ การที่คุณทำผิดกฎหมาย คุณโดนหมายเรียก โดนหมายจับ โดนคดี แล้วคุณเรียกว่านี่คือการคุกคาม คนที่เขาไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่มีใครใช้ชีวิตยากลำบาก จะไปตลาดสด ไปกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ไปร้องคาราโอเกะ ไปเที่ยวต่างจังหวัด เขาทำได้หมด มันคุกคามตรงไหน นี่คือข้อสอง"

"ข้อสามต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ หูมีมั้ย ตามีมั้ย รัฐสภาเขาตั้งคณะกรรมการแล้ว ในการแก้รัฐธรรมนูญ เขาให้ไปศึกษา มีมาตราไหนสมควรแก้ไข ทำไมต้องใจร้อนถึงขนาดนั้น ถ้ารัฐบาลเฉยไม่ทำอะไรเลย อันนั้นโวยวายได้ แต่ถามว่าการแก้ของคุณจะไปแก้ตรงไหนอย่างไร บอกได้เลย ถ้าเราไปดูสิ่งที่เกิดคู่ขนานกัน มีคนกลุ่มนึง เขาต้องการเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ เขาแบ่งให้เลย อันนี้รัฐภาคกลาง ประกอบด้วยจังหวัดนี้ นี่รัฐภาคเหนือ ประกอบด้วยจังหวัดนี้ และทำธงแจก ธงสีอะไร สีแดงกับสีขาว สีที่หายไปคือสีน้ำเงิน ซึ่งสีน้ำเงินแทนอะไร แค่นี้ชัดเจน"

"ถ้าแก้รัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งซึ่งเคยเป็นคดีกันแล้วตั้งแต่เขาพูดกันที่ภาคใต้ มาตราหนึ่งบอกว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว แบ่งแยกไม่ได้ แล้วคุณจะมาคิดให้เป็นสาธารณรัฐเพื่ออะไร แล้วการปกครองของเราในขณะนี้เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใต้รัฐธรรมนูญ"


ม็อบที่เกิดขึ้น เหตุผลหลักๆ เพื่ออะไร?"ต้องการล้มเลิก 112 ต้องการล้มล้างในสิ่งที่ไม่อยากพูด ว่าล้มล้างอะไร พอหลังจากนั้น โอ้โห คนนึงเขาคารวะเลยนะ ว่าเด็กทำถูกต้อง อีกคนบอกว่าเป็นความงดงามของความเป็นประชาธิปไตย เพราะเขามีกลยุทธ์ พี่ว่าเขาเก่งนะ คนนึงยกป้ายอุ้มวันเฉลิม อีกคนยกป้ายพ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉะนั้นที่มายกป้าย มาตรา 112 หรือการล้มล้างสถาบันอะไรต่างๆ มันก็เลยดูไม่เป็นเป้าเดียว เป็นความหลากหลาย เขามาเพราะมีแอกอยู่บนหลังเขา เขาต้องการปลดแอก แอกก็มีอย่าอุ้มประชาชนนะ พ.ร.บ.คู่ชีวิตไม่ทัดเทียมนะ แต่ทั้งหมดคือตัวเสริมเท่านั้นเอง แต่เป้าหลักๆ เขาเราก็รู้อยู่ เพราะก่อนหน้าลงถนนตรงนี้ เขาก็มีอภิปราย ปาฐกถา ให้สัมภาษณ์ เขียนบทความสารพัด ที่เรารู้เลยว่าเขาจงใจให้ประเทศไทยเปลี่ยนแบบระบอบการปกครอง และเขาก็ไม่อยากให้มีสถาบันที่พวกเราเทิดทูนและจงรักภักดี"

เห็นว่ามีความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้น รายละเอียดเป็นอย่างไร?"เขาใช้คำว่าปลดแอก แสดงว่ามีแอกอยู่บนหลังเขา เราก็ถามว่าอะไรคือแอกของคุณ ซึ่งหลายคนมีคำตอบเรียบร้อยแล้วว่าอะไรเป็นแอก เพราะเขาบอกว่ารอมา 80 ปีแล้วตั้งแต่ปี 2475 จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ แล้วคนที่ขึ้นปาฐกถาก็คุ้นเคย คนเดิมๆ คนด่านายกฯ ระยองก็มา คนชักธงดำที่จุฬาฯ ก็มา คุณเพนกวินที่เขาเขียนป้ายจะอดตายอยู่แล้ว แต่เขาอ้วนมากเลยนะ (หัวเราะ) คนอดตายไม่รู้จะอ้วนทำไมขนาดนั้น คือคนเหล่านี้ปรากฎอยู่ข้างหน้า เห็นชัดเจนเลยว่าเป็นพวกนักกิจกรรม ทำมาหลายเรื่องแล้ว ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว"

"ทีนี้เขาเลือกไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพราะต้องการสื่อว่าเขามาเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นแฮกที่อยู่บนหลังเขา ก็เป็นความเป็นเผด็จการที่ครอบงำพวกเขา อันนี้ต้องโยงไปที่ม็อบเชียงใหม่ ถ้าเอาป้ายที่เชียงใหม่กับกรุงเทพฯ มารวมกัน เราจะเห็นชัดเจนเลยเป้าประสงค์คืออะไร เขาจะปลดแอกจากอะไร"

"แล้ว ตร.เข้าไป พยายามดูแลให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย มันก็มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ทอมเอ้ย เวลาเขากรีดร้องเหมือนโดนข่มขืน หรือคนเอาไฟฟ้าจี้ จริงๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าได้ยินแค่เสียงจะรู้สึกว่าโดนข่มขืนที่ไหนเหรอ เขาต้องการให้เห็นภาพว่าตร.รังแกประชาชน แต่ตร.เก่งมาก ตร.รู้ทัน ตร.ไม่ทำอะไร เขาก็อาจเก็บภาพไว้และมาพิจารณาทีหลังว่าใครจะเป็นยังไงตามกฎหมาย แต่เขาไม่ทำอะไรที่รุนแรง แต่เสียงกรีดร้องประหนึ่งเหมือนมีความรุนแรง"

"ทีนี้เบื้องหลังที่ปรากฎ มีคุณเจี๊ยบ อมรรัตน์ ไปอยู่ที่นั่นด้วย คุณโรม ทีนี้มีภาพผู้ชายชุดดำปีนต้นไม้ขึ้นไป เขาจะเอาผ้าดำไปคลุม ซึ่งตอนแรกเขาก็กล่าวหาว่าตร.กำลังจะทำการรุนแรงกับประชาชน เลยขึ้นเอาผ้าไปคลุมกล้องวงจรปิด แต่สุดท้ายพวกเดียวกันเขามาโพสต์ว่าไม่ใช่ พวกเดียวกันเอง เขาต้องการมาปิด เพราะถ้าตร.เห็นหน้าเห็นตาแล้วไปเช็กว่าใครบ้าง แล้วมีหมายเรียกมันจะชัดเจน ดังนั้นคนที่ไปคลุมเขาไม่อยากให้มีหลักฐานว่าเขาไป แต่ข้อกล่าวหาคือตร.จะทำร้ายประชาชน เลยต้องมีการปิดกล้อง เพื่อจะได้ไม่มีหลักฐาน"

"ทั้งหมดเหล่านี้เราจะเห็นได้เลยว่ามันไม่ใช่เป็นการมาปลดแอกด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่มีการเมืองแอบแฝง อย่างที่บอกว่าก่อนหน้านี้มีคนให้ความคิดเอาไว้ พอจัดก็มีพวกเขาปรากฎตัว พอจบพวกเขาก็มีคำชม ทั้งหมดเหล่านี้ มันแสดงให้เห็นว่าม็อบครั้งนี้ ยังไงก็มีนัยยะทางการเมือง เป็นนัยยะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทย"

หลักฐานเชิงประจักษ์ ก็มีคำว่าแจกน้ำ แจกพิซซ่า อย่างนี้หรือเปล่า?"อันนี้ยิ่งชัดเจน ไปดูขวดน้ำ โลโก้พรรคชัดเจนมาก ฉะนั้นยังไงการที่จะบอกว่าไม่มีพรรคการเมืองใดๆ มาหนุน มาเกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะคนของพรรคก็ไปปรากฎตัว ขณะเดียวกัน ของแจกก็มีโลโก้พรรค มันหลีกเลี่ยงตรงนี้ไม่ได้ แล้วคนที่ชมก็เป็นอดีตแกนนำของพรรค กล่าวคำชมสารพัดสารเพ"

แจกพิซซ่า 112 ชิ้น?"โอ้ย เรื่องสัญลักษณ์เขามีเยอะแยะ ตอนจะแจกเงิน เขาก็มีโค้ชแรก 24 โค้ช 75 แจกพิซซ่า แจกน้ำก็ 112 ก็เห็นชัดเจนว่าเขาต่อต้าน 112 เพราะมีคนนึงเขาบอกว่าเขามีเรื่องจะเล่าเยอะแยะเลย แต่ให้ยกเลิก 112 ก่อนสิ แวแล้วเขาจะเล่า โอ้โห แปลว่าอะไร อย่าลืมว่าคนที่หนีไปอยู่ต่างประเทศก็มีคำพูดคำจาเยอะแยะมากมาย แต่จนป่านนี้เขามีหลักฐานเชิงประจักษ์มายืนยันคำกล่าวหาของเขาหรือเปล่า หลักฐานไม่มี แต่พูดจาจาบจ้วง ที่สุดเมื่อโดน 112 ก็หนีกันไป ซึ่งจริงๆ เขาหนีไปอยู่ต่างประเทศ ไม่มีใครทำอะไรเขาได้แล้วนะ ทำไมไม่เอาหลักฐานเชิงประจักษ์มาพูดล่ะ แสดงว่าตอนแรกคงไม่มีหลักฐานอะไร แต่อยากจะพูดก็พูด"

อีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าถ้าไม่จัดการ นี่คือการขู่รัฐบาล?"นี่แหละเขาบอกว่ารัฐบาลอย่าคุกคามประชาชน แต่สิ่งที่เขาพูดกับสิ่งที่เขาทำที่ระยอง บอกได้เลยว่าสิ่งที่เขาทำที่ระยองนั่นคือการคุกคามนายกฯ ม็อบที่เขาทำคือการคุกคามรัฐบาล รัฐบาลไม่เคยคุกคามพวกเขา มีแต่พวกเขาต่างหากที่ยกป้ายโน่นนี่ ไม่ใช่แค่คุกคามแค่นายกฯ เขาคุกคามเกินกว่านายกฯ ด้วยซ้ำไป"

กลุ่มเดินเชียร์ลุงทั่วประเทศบอกว่าหมดโควิดเมื่อไหร่จะออกมาเดินให้กำลังใจลุง?"นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันอย่างน่ายกย่อง ในเมื่อขณะนี้เรามีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เรามีกฎหมายว่าด้วยการห้ามชุมนุม มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องโชเชียล ดีสแทนซิ่ง แล้วคนที่มาเมื่อวันเสาร์ ทำผิดกฎหมายชัดเจน แต่ปรากฎว่ากลุ่มเชียร์ลุง เขาอยากเชียร์ลุงใจจะขาด แต่เขาเคารพกฎหมาย กติกา เขาถึงบอกว่าแม้ยามนี้อยากเชียร์ลุงใจจะขาด เขาก็ยังไม่ออกมา กลุ่มนี้น่ารักมาก หยุดโควิดเมื่อไหร่ หยุดพ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อไหร่ เขาจึงจะมา อันนี้บอกได้เลยนี่คือความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ระหว่างกลุ่มไล่ลุงกับกลุ่มเชียร์ลุง ซึ่งคิดว่าประชาชนที่เป็นวิญญูชน มีสติปัญญาย่อมเห็นความแตกต่างอันนี้ เพราะใสยิ่งกว่าคริสตัล ไม่มีอะไรมัวซัวเลย ของความแตกต่างครั้งนี้"

ม็อบเสื้อแดงเป็นช่องว่างระหว่างชนชั้น ตอนนี้เป็นช่องว่างระหว่างวัยและมีการจาบจ้วง?"หลักการของการโฆษณาชวนเชื่อ ถ้าเราต้องการชนะ เราต้องทำให้เกิดการแตกแยกระหว่างกลุ่ม ฉะนั้นในตอนนั้นพวกเสื้อแดงเขาก็ใช้คำว่าอำมาตย์กับไพร่ อำมาตย์คือชนชั้นสูง ไพร่คือชนชั้นต่ำ เพื่อให้สองกลุ่มนี้แตกแกกัน นอกจากนี้ก็มีกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด คนกรุงเทพฯ ได้โน่นได้นี่ คนต่างจังหวัดไม่ได้ ทีนี้พอมาถึงยุคนี้ เขาเห็นแล้วว่าคำว่ากรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดไม่เวิร์ก ไพร่กับอำมาตย์ไม่เวิร์กแล้ว เพราะพวกเขาหลายคนที่เคยเรียกตัวเองเป็นไพร่ก็ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี เขาก็มามองดูว่าจริงๆ ตอนนี้สิ่งที่เป็นปัญหาและสามารถยุยงได้สำเร็จ คือเด็กวัยรุ่นเจนวาย เจนแซด ต่ำกว่า 40 ลงมา ค่อนข้างหงุดหงิดกับผู้ใหญ่ บังคับฉันเกินไปหรือเปล่า ออกกฎระเบียบอะไรมากมายเกินไปหรือเปล่า ฉะนั้นไม่ไหว้ครู ไม่หมอบกราบ ไม่ต้องเคารพนบนอบใคร ไม่ต้องเรียกใครเป็นพี่เป็นน้อง อันนี้เขาคิดได้อย่างดีมาก เขาเก่งว่าข้อความเหล่านี้มันกินใจ เด็กจะบอกว่าใช่เลย กูเบื่อมาก"

"เขาเลยใช้วิธีการต่อไปนี้ คนแก่ไม่รู้อะไร คร่่ำครึ ไดโนเสาร์เต่าล้านปี สมควรตายได้แล้ว อย่ามาชี้นำ ประเทศชาติฉันจะเป็นคนดูแลในอนาคต พวกแกใกล้ตายอย่ามายุ่ง ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น วัยรุ่นก็จะบอกว่าอย่ามาว่าฉัไม่รู้ อย่ามาว่าฉันคิดไม่เป็น เพราะฉันเป็นคนเปิดกูเกิล ฉันรู้อะไรดีทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรมาชี้นำฉัน ฉันเป็นตัวของฉัน ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นปั๊บ มันก็เกิดช่องว่างระหว่างวัย บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ก็ทนไม่ได้ กับความหยาบคาย กับความไร้ตรรกะ ก็ออกมาตักเตือน ขณะเดียวกันกลุ่มวัยรุ่นที่ทนการตักเตือนไม่ได้ ก็ทำตัวเป็นซอมบี้ ไฮยีน่า ก็กัดๆ ฉีกเนื้อ จนผู้ใหญ่บางคนก็บอกว่าเออ ตามใจแล้ว ไม่อยากยุ่ง คนพวกนี้หยาบคายถึงขนาดอะไรรู้มั้ย พ่อแม่เตรียมถือกะลาขอทานได้ แก่ตัวมาจะไม่เลี้ยง จะไม่ให้สักบาทเลย ถ้าคิดอย่างนี้ เดี๋ยวเหอะเอาไปส่งบ้านบางแค มันลามไปถึงขนาดไม่เคารพพ่อแม่แล้ว"

ม็อบวันเสาร์เขาบอกว่าไม่ค้างคืน เพราะไม่ปลอดภัย?"เราอาจวิเคราะห์ได้หลายประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง เรามองดูว่าเขาไม่ได้เตรียมส้วมสาธารณะ เขาไม่

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend