ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563.

เปิดข้อบังคับพปชร. ซิวเก้าอี้หัวหน้าพรรค...ไม่ง่าย

179 1
เปิดข้อบังคับพปชร. ซิวเก้าอี้หัวหน้าพรรค...ไม่ง่าย

หลังจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐแสดงเจตจำนงลาออก จำนวน 18 คนจากทั้งหมด 34 คน ซึ่งถือว่าเกินครึ่งนั้น ผลที่จะเกิดตามมาไม่ได้มีแค่กรรมการบริหารพรรคเป็นอันสิ้นสภาพยกชุดเท่านั้น แต่ยังมีขั้นตอนตามกฎหมายพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นอีก นั่นก็คือการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งเมื่อเปิดดูข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ

ข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนมกราคม 2562 มีประเด็นเกี่ยวกับการพ้นตำแหน่งของกรรมการบริหารพรรค และการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เอาไว้แบบนี้


- การลาออกของกรรมการบริหารพรรคเกินครึ่งหนึ่ง เข้าข้อบังคับพรรค ข้อ 15 (3) กรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อกรรมการบริหารพรรคว่างลงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคท้งหมด

- ขั้นตอนหลังจากนี้ ให้จัดการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่ให้กรรมการบริหารพรรคชุดเก่าอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับพรรคข้อ 15 เช่นกัน

- การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ต้องดำเนินการโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ตามข้อบังคับพรรคข้อ 40

- องค์ประชุมใหญ่พรรคการเมือง เป็นไปตามข้อบังคับพรรคมาตรา 37 ประกอบด้วย

1. กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด (ชุดที่รักษาการ)

2. ผู้แทนของสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาพรรคการเมือง ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องประกอบด้วยผู้แทนของสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 2 สาขาซึ่งมาจากต่างภาคกัน

3. ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

4. สมาชิกพรรคการเมือง

องค์ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ต้องรวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่า 250 คน การลงมติให้ถือเสียงข้างมากเป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนมกราคม 2562 เขียนล้อมาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 จึงมีขั้นตอนและรูปแบบการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแบบพื้นๆ เท่านั้น ไม่มีข้อกำหนดพิเศษซับซ้อนเหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีการให้น้ำหนักคะแนนของโหวตเตอร์แตกต่างกัน เช่น ส.ส. 1 เสียง คิดเป็นคะแนนมากกว่า 1 คะแนน เป็นต้น แต่ของพรรคพลังประชารัฐไม่มีข้อกำหนดพิเศษแบบนั้น

จากข้อบังคับพรรคในลักษณะนี้ ทำให้กลุ่มที่สนับสนุนนายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตหัวหน้าและอดีตเลขาธิการพรรค ยังมีความหวัง เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่ใช้โหวตเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ คือ "สมาชิกพรรค" ซึ่งรวมถึง ส.ส.ด้วย ส่วนกรรมการบริหารพรรคเป็นเพียงเสียงส่วนน้อย (มีแค่ 34 คน ขณะที่ ส.ส.มี 119 คน และสมาชิกอีกจำนวนมาก) ขณะที่ผู้แทนสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวังก็มีไม่มากนัก เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคตั้งใหม่ ฉะนั้นเสียงที่จะชี้ขาดคือเสียงสมาชิกพรรค รวมทั้ง ส.ส. จุดนี้เองทำให้เกิดปรากฏการณ์งัดข้อ-ประลองกำลัง ระดม ส.ส.โชว์เพาเวอร์กันเป็นระยะในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันก็มีบางกลุ่มในพรรคพลังประชารัฐประกาศจะระดมสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศให้มาร่วมประชุมใหญ่พรรคกันมากๆ ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคคนใหม่ เพื่อจะได้ลงคะแนนเสียงเลือกฝ่ายที่พวกตนให้การสนับสนุน มีรายงานล่าสุดจากพรรคพลังประชารัฐว่า สาขาพรรคทั่วประเทศมีราวๆ 4 สาขา และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดมีครบทุกจังหวัด ฉะนั้นโหวตเตอร์กลุ่มนี้ ถ้ามากันครบจะมีราวๆ 80 กว่าคนเท่านั้น ครึ่งหนึ่งก็จะอยู่ที่ 40 กว่าเสียง ฉะนั้นเสียงส่วนมากในที่ประชุมใหญ่พรรค คือ ส.ส.และสมาชิกพรรค

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend