ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563.

สตช.เตรียมยกระดับ "ตำรวจไซเบอร์"

375 9

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอ็ตด้า เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2562 พบว่า คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 150% ส่งผลให้ในปัจจุบันมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 47 ล้านคน หรือ 70% ของจำนวนประชาชนทั้งหมด เฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมงต่อวัน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มิจฉาชีพจากข้างถนนจนกลายมาเป็นมิจฉาชีพบนโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด -19 ที่คนส่วนใหญ่ต้องทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home และต้องทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ทำให้โอกาสที่คนจะตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตมีมากยิ่งขึ้น


เมื่อมาดูหน้างานของตำรวจไซเบอร์ อย่างตำรวจ ปอท. รองผู้บังคับการ ระบุว่า ปอท. มีหน้างานทั้งหมด 3 ส่วน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปอท. เป็นเพียง "กองบังคับการ" แบ่งโครงสร้างเป็น "กองกำกับการ" อยู่ 4 กอง มีตำรวจในหน่วยงานเพียง 100 กว่านายเท่านั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีแนวคิดในการยกระดับจากกองบังคับการให้เป็น "กองบัญชาการ" เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในโลกไร้พรมแดน

ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า เมื่อมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ปัญหาก็ย่อมมากขึ้นตามก่อนหน้านี้ผู้เสียหายจำนวนมากไปแจ้งความดำเนินคดีที่ ปอท. แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน และเมื่อกลับมาแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ ก็ดูเหมือนจะถูกบ่ายเบี่ยงจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ อาจเป็นเพราะผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ยังขาดองค์ความรู้ ขาดความเชี่ยวชาญ และความพร้อมที่จะสืบสวนสอบสวน หาตัวผู้กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่ ปอท. จะกลายเป็นกองบัญชาการ เพื่อสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดทั่วราชอาญาจักร

ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ยังบอกอีกว่าการตั้งกองบัญชาการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ควรมีการกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติ บุคลากรผู้ที่ทำงานทางด้านนี้ให้ชัดเจน โดยเฉพาะการเจริญเติบโตความก้าวหน้าในสายงาน เพราะหากมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้ามหน่วยงาน หรือข้ามสายงาน และไม่มีหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายที่ชัดเจน นโยบายการทำงานยังยึดโยงกับการเมือง นอกจากจะไม่ตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ เป็นการลงทุนที่อาจจะไม่คุ้มค่า นอกจากนี้แนวคิดการทำงานที่ "ไม่มียศ" แต่เปลี่ยนเป็น "ขั้นบำเน็จประจำปี" ให้กับตำรวจอาจตอบโจทย์ต่อการทำงานเพื่อประชาชน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องพะวงในการวิ่งเต้นโยกย้าย

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์