ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563.

"หญิงหน่อย"ซัดรัฐบาลเรดาห์แก้เศรษฐกิจไม่เสถียร

315 12
หญิงหน่อยซัดรัฐบาลเรดาห์แก้เศรษฐกิจไม่เสถียร

"ประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย"ถกร่วมขุนพลพรรคหวังระดมสมองแก้ปัญหาเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 ซัดรัฐบาลยังไร้แนวทางช่วยเหลือประชาชนชัดเจน แม้คลอดพ.ร.ก.อุ้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่เงินยังเข้ากระเป๋าเศรษฐี

(23 พฤษภาคม 2563) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เรียกประชุม ส.ส. ผ่านระบบซูม เพื่อเว้นระยะห่างช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ในการเตรียมอภิปราย โดยเฉพาะพ.ร.ก. 3 ฉบับ ที่รัฐบาลออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค ประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล,นายชัยเกษม นิติสิริ,นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง,นายวัฒนา เมืองสุข,นายนพดล ปัทมะ,นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา,นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล และนายสุชาติ ธาดาธำรงค์เวช เข้าร่วมประชุมดังกล่าวอย่างพร้อมเพียง ในการให้คำแนะนำประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและข้อกฎหมาย ซึ่งพรรคเพื่อไทยมี ส.ส. ร่วมลงชื่อขออภิปราย ประมาณ 50 คน


คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า สาระของการประชุม โดยพรรคเพื่อไทยเห็นว่ามาตรการที่รัฐใช้ในการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้แก่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การล็อคดาวน์ประเทศ การหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการประกาศเคอร์ฟิว ไม่ได้สัดส่วนกับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจ ดังนั้น พรรคเห็นว่ารัฐบาลหมดความจำเป็นที่จะคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกต่อไป ซึ่งในทางกลับกันรัฐควรปลดล็อค และให้ความสำคัญกับการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่จะเสียหายมากที่สุดในรอบ 100 ปี เพราะประเมินว่าจีดีพี อาจจะติดลบถึง 7-9 % ส่งผลให้คนตกงานมากกว่า 7-10 ล้านคน

สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 พรรคเพื่อไทยเห็นว่ารัฐบาลยังเยียวยาไม่ทั่วถึง ดำเนินการด้วยความล่าช้า สร้างกติกากฎเกณฑ์ยุ่งยากกับประชาชน ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการเยียวยา และส่อไปในทางทุจริตเอื้อพวกพ้อง รวมทั้งไม่มียุทธศาสตร์ ทำให้การเยียวยา เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ โดยจะเห็นได้จากข่าวทำให้ประชาชนต้องฆ่าตัวตาย และเงินเยียวยาที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้ ไหลไปสู่กระเป๋าของมหาเศรษฐีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมตรี และรมว.กลาโหม เขียนจดหมายไปขอให้ช่วยรัฐบาล

นอกจากนี้ ในส่วนการพยุงรักษาเศรษฐกิจไม่ให้ล่มสลาย พรรคเพื่อไทยเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้มีมาตรการดูแลรักษาหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องเลิกกิจการ หรือบางรายต้องย้ายฐานเศรษฐกิจไปลงทุนในประเทศอื่น ส่งผลไม่เกิดการเลิกจ้างงาน ซึ่งจะทำให้คนตกงานอย่างมหาศาล ปัญหาอาชญากรรมจะตามมา โดยพ.ร.ก. 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.ช่วยเหลือเอสเอ็มอี และพ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพทางการเงิน หรือที่เรียกว่า พ.ร.ก.อุ้มหุ้นกู้เศรษฐี ที่กระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปช่วยใช้หนี้จากเงินภาษีของประชาชน ไม่ตอบโจทย์ประเทศและไม่สามารถพยุงรักษาเศรษฐกิจไว้ได้

อย่างไรก็ดี พรรคเพื่อไทยเห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 แม้จะเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจของโลก แต่จะเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย การท่องเที่ยวและบริการ การแพทย์และการสาธารณสุข การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ แต่รัฐบาลจะต้องรักษาฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้ได้ คือ การบริโภคภายใน ดังนั้น รัฐจึงต้องเร่งฟื้นฟูด้วยการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายใน ซึ่งเป็นฐานค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ล่มสลาย เพื่อรอให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวอื่นได้ทำงานหลังโควิด-19 ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน แต่ปัญหา คือ คนไทยขาดกำลังซื้อมาก่อนเกิดโควิด-19

"โจทย์ของพรรคเพื่อไทย คือ รัฐบาลจะสร้างกำลังซื้อให้ประชาชนได้อย่างไร ในด้านผู้ขายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย หรือที่เรียกว่าเอสเอ็มอี ที่ได้รับความเสียหายมาก่อนเกิดโควิด-19 เช่นกัน แม้รัฐบาลจะออกพ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดหาสินเชื่อรวม 500,000 บาท ให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี แต่ก็ไม่ได้มีมาตรการใดที่จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินจะสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ทำให้ไม่เกิดการกระจายรายได้ เพราะเงินกู้ที่ประชาชนต้องใช้หนี้จะไหลไปสู่ธุรกิจของมหาเศรษฐีบางรายที่ค้ำจุนรัฐบาลอยู่ ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลจะแก้อย่างไร"ประธานยุทธศาสตร์พรรค กล่าว


นอกจากนี้ ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยยังมีความกังวลที่รัฐบาลไม่มีมาตรการดูแลคนจะตกงานอีกจำนวนมหาศาล รวมทั้งไม่มีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่คนในโลกจะให้ความสำคัญกับสุขภาพและความสะอาด (health & hygienity) นอกจากจะเอาเงินกู้ 400,000 ล้านบาท มาแจก ส.ส. เอาไปแสวงหาผลประโยชน์ แต่ภาระจะตกแก่ประชาชนต้องเป็นผู้ชำระหนี้ เหมือนกับโครงการมิยาซาว่า หรือโครงการไทยนิยมที่ล้มเหลวมาก่อนแล้ว

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า ขอให้ ส.ส. ได้ลงพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชนเรื่องการเยียวยาและรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อนำมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยจัดให้มีการติวเข้ม ส.ส. ทุกวัน ตั้งแต่วันเสาร์จนถึงวันอังคารก่อนจะมีการอภิปราย โดยเชื่อว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และจะเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend