ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ศบค. ย้ำยังไม่อนุญาตเข้าประเทศ หลังปลดจีน-เกาหลี ออกเขตโรคติดต่อ

1.06K 44
ศบค. ย้ำยังไม่อนุญาตเข้าประเทศ หลังปลดจีน-เกาหลี ออกเขตโรคติดต่อ

"ศูนย์โควิด" แถลงไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่ แจง แพลตฟอร์มไทยชนะ เริ่มลงทะเบียนได้พรุ่งนี้ ยัน ปลด จีน-เกาหลี ออกเขตโรคติดต่อ ไม่เกี่ยวนักท่องเที่ยวเข้าไทย ย้ำ ยังไม่อนุญาตให้เข้า ชี้ ใครมายังมีกักตัว 14 วันอยู่ ขณะที่ เลขา สมช. ย้ำ ผ่อนปรนทุกระยะ ยังคงมีความเสี่ยง แต่ประเมินแล้วยังรับมือได้ แจง ไม่ให้เสริมสวยใบหน้า เนื่องจากเสี่ยงรับเชื้อทางดวงตาและระบบหายใจ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 แถลงข่าวว่า วันนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อยืนยันใหม่ ทำให้เป็น0 รายอีกครั้ง และทำให้ผู้ป่วยสะสมเท่าเดิม 3,025ราย ส่วนรักษาหายแล้ว 2,855 ราย เสียชีวิตเท่าเดิม 56 ราย และยังรักษาในโรงพยายาล 114 ราย ซึ่งจากตัวเลขเป็นศูนย์ จึงอยากให้ช่วยกันทำให้อยู่นานๆ โดยเฉพาะวันพรุ่งนี้ ที่จะเริ่มเปิดกิจกรรม และสถานประกอบการอีกจำนวนมาก

นพ.ทวีศิลป์ ยังรายงานสถานการณ์ทั่วโลกว่า ยอดผู้ติดเชื้อรวม 4,628,356 ราย อาการรุนแรง 45,006 ราย รักษาหายแล้ว 1,757,445 ราย และเสียชีวิต 308,645 ราย โดยอันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ สหรัฐอเมริกา จำนวน 1,484,285 ราย

ส่วนความคืบหน้าแอพไทยชนะ สามารถเปิดใช้งานได้หรือยัง นพ.ทวีศิลป์ บอกว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่แอพแล้ว เพราะเป็นระบบแพลตฟอร์มที่ใหญ่กว่า โดยขอเรียกใหม่ว่า แพลตฟอร์มไทยชนะ ที่อยู่ในเว็ปไซต์ไทยชนะ ซึ่งผู้ประกอบการ ต้องลงทะเบียน เพื่อนำคิวอาร์โค๊ด มาตั้งไว้หน้่าร้าน โดยสามารถเริ่มลงทะเบียนได้ วันพรุ่งนี้ เพราะต้องปรับแต่งข้อมูลเพิ่มเติม หลังผ่อนปรนระยะ 2 ที่มีรายละเอียดเพิ่มเติม แต่วันนี้ ผู้ประกอบการ ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลก่อนได้

นพ.ทวีศิลป์ ยังย้ำว่า ผู้ประกอบการมีหน้าที่ให้ลูกค้า สแกนก่อนเข้ารับบริการ ส่วนประชาชน ก็ไม่ต้องเข้าลงทะเบียน แค่สแกนคิวอาร์โค๊ดก่อนเข้าใช้บริการ ซึ่งก็จะสามารถช่วยเช็คได้ว่า ประชาชนไปใช้บริการหนาแน่นหรือไม่ โดยถ้าหนาแน่น อาจเปลี่ยนไปใช้บริการห้างอื่นแทนได้ ส่วนกรณีถ้าประชาชน ไม่มีสมาทโฟน แจงว่า ก็อาจต้องมี 2 ระบบ คือ จดข้อมูลแทน แต่จากข้อมูล พบว่า ประชาชากว่า 80% มีมือถือทั้งหมด ส่วนที่ไม่มีคือ ผู้สูงอายุ และเด็ก ซึ่งก็ไม่ควรออกมาอยู่แล้ว


นพ.ทวีศิลป์ ยังบอกถึงกรณียกเลิกเขตโรคติดต่อให้ จีน เกาหลี ว่า สาเหตุที่เอาออก เนื่องจาก 2 ประเทศนี้ มีสถิติต่ำลงแล้ว และมีการควบคุมได้ดี ซึ่งก็ไม่มีเหตุผลคงค้างไว้ แต่ยอมรับว่า ก็ต้องมีคงอยู่บางประเทศ ที่ตัวเลขยังสูงอยู่ ส่วนการเอาออกจะเสี่ยงหรือไม่ ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องนักท่องเที่ยวเข้ามา เพราะการเอาออกเขตโรคติดต่อเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการเข้าประเทศ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ปัจจุบัน ใครเข้ามา ก็ยังต้องกักตัว 14 วัน ดังนั้น ขอให้มั่นใจได้ว่า ระบบยังควบคุมได้ดี และยังไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวเข้ามา

ขณะที่ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.ในฐานะประธาน ประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 อธิบายถึงข้อกังวลใจของประชาชน หลังจากที่รัฐบาลให้คลายล็อคระยะ2 จะทำให้มีผู้ติดเชื้อกลับมาสูงขึ้น อีกหรือไม่ว่า ในที่ประชุมศบค.เมื่อวานนี้ ได้มีการอนุมัติให้ผ่อนปรนสำหรับกิจการและกิจกรรมต่างๆ ในระยะที่ 2 ซึ่งก่อนที่จะอนุมัตินั้นได้มีการประเมินสถานการณ์ รวมถึงการประเมินเบื้องต้นจากการผ่อนปรนในระยะที่ 1 ที่พบว่าประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่ได้ผ่อนคลายในระยะที่ 2 นั้น พล.อ.สมศักดิ์ แจงว่า จะเป็นกิจการหรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ต่อการระบาดของโรคอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่มีผลต่อเศรษฐกิจ และสังคมค่อนข้างสูง แม้จะเป็นความเสี่ยงมากขึ้น แต่พยายามที่จะผ่อนปรน เพื่อให้การดำรงชีวิตมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้ต่อไป ขณะที่การผ่อนปรนในระยะต่อไปนั้นต่อให้เป็นความเสี่ยง ก็จะเป็นความเสี่ยงที่ได้มีการประเมินแล้วว่า ปล่อยให้อยู่ในความเสี่ยงแต่ก็ยังพอรับได้ ยังอยู่ในการที่ควบคุมและมีประสิทธิภาพด้านสาธารณสุข ยังคงมีศักยภาพที่จะรองรับความเสี่ยงนี้ได้

พล.อ.สมศักดิ์ ยังบอกว่า แต่หากพบว่ากิจกรรมหรือกิจการใดก่อให้เกิดการแพร่เชื้อสิ่งที่ต้องทำก็คือ กิจกรรมนั้นจะมีการพิจารณาปิดเป็นจุด หรือปิดเป็นรายกิจกรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนักเบาของตัวเลขการแพร่เชื้อกิจกรรมที่เปิดไปแล้วทั้งกลุ่ม1-2 หากพบว่าเป็นต้นเหตุให้แพร่เชื้อก็ปรับเปลี่ยนได้ หรือเพิ่มมาตรการที่เข้มข้นอีกได้

ส่วนเมื่อปลดล็อคแล้วหลังวันที่ 17 พฤษภาคมจะสามารถเดินทางไปต่างจังหวัด ได้เป็นปกติหรือไม่ หรือเดินทางไปแล้วจำเป็นจะต้องกลับตัวด้วยหรือไม่นั้น พล.อ.สมศักดิ์ ระบุว่า แม้จะมีการผ่อนปรนในเฟสที่ 2 แต่ก็ยังคงมาตรการสำคัญเอาไว้ 3 มาตรการหลักๆ คือการคงมาตรการ เดินทางเข้าราชอาณาจักร ทุกช่องทาง ยังคงมีความเข้มข้นเหมือนเดิม ซึ่งยังคงไม่อนุญาตให้เครื่องบินพาณิชย์เดินทางเข้ามา / การคงมาตรการเข้าออกนอกเคหะสถานหรือเคอร์ฟิว ซึ่งได้มีการปรับระยะเวลาเป็น 23.00-04.00 น./ และการคงมาตรการชะลอการเดินทางข้ามจังหวัด แม้ไม่ได้ห้าม แต่ขอให้มีเฉพาะที่มีความจำเป็นจริง ซึ่งเมื่อำไปถึงปลายทางบางจังหวัดก็อาจมีมาตรการที่เข้มขน ก็ต้องปฏิบัติตาม

ส่วนข้อเสนอจากประชาชนบางส่วนให้มีการปรับเวลาเคอร์ฟิว มาเป็น 3:00 น. ได้หรือไม่ เนื่องจากประชาชนบางคนมีอาชีพขายของที่ตลาดเช้า จะได้ไม่ได้รับผลกระทบนั้น ตนก็จะรับไว้ เป็นข้อพิจารณาอีกครั้ง โดยจะต้องดูจากสถานการณ์อีกครั้ง

เมื่อถามถึงกรณีที่มาตรการผ่อนปรนในระยะที่ 2 อนุญาตให้เปิดสถานเสริมความงามเฉพาะเรือนร่างได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้ เสริมความงามบริเวณใบหน้า นั้น พล.อ.สมศักดิ์ บอกว่า กรณีการทำฟันเป็นเรื่องสำคัญในการดำเนินชีวิต ซึ่งยังคงต้องมีมาตรการที่เข้มงวด แต่การเสริมสวยบนใบหน้ายังจะมีความเสี่ยงจากรับเชื้อจากดวงตาและระบบทางเดินหายใจอยู่ ขณะที่ทุกๆกิจกรรมหรือกิจการที่อนุญาตจะมีระยะเวลาให้ใช้บริการได้น้อยที่สุด หากกิจกรรมไหนมีระยะเวลามาก โอกาสที่จะติดเชื้อก็จะมากขึ้นเช่นกัน

พล.อ.สมศักดิ์ ยังบอกว่า หลังจากที่มีการผ่อนปรนมาตรการออกไปก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ในทุกๆกิจกรรมหรือกิจการ ทั้งหน่วยงานความมั่นคงหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครและจังหวัด ได้จัดตั้งขึ้น ขณะเดียวกัน ภายในวันนี้ ก็จะมีการประกาศมาตรการ กำกับกิจการหรือกิจกรรม ที่ผ่อนปรนในระยะที่ 2 ออกมา โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามประกาศออกมา ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจตามสถานที่ดังกล่าวและได้พบว่าไม่ปฏิบัติตามหรือยังมีความบกพร่องอยู่ ก็อาจจะตักเตือนในครั้งแรก แต่หากยังไม่แก้ไขก็มีความเป็นไปได้ที่จะสั่งให้ยุติทันที จึงจะต้องขอความร่วมมือกับทุกภาคส่วน

เรื่องโดย Nationtv​ | ภาพโดย Nationtv​
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend