2. ร่วมกันกำหนดกิจวัตรหรือตารางเวลาในแต่ละวันการสร้างตารางกิจกรรมที่ยืดหยุ่นแต่สม่ำเสมอตามความสอดคล้องของแต่ละบ้านเป็นตัวช่วยให้เด็กๆ รู้สึกปลอดภัยและสามารถจัดการตัวเองได้ดี เมื่อเขาสามารถมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับตารางที่วางไว้ เขาก็จะรู้สึกปลอดภัยและมีพฤติกรรมเชิงบวกในช่วงเวลาตึงเครียดนี้
กิจวัตรที่สำคัญที่สุดคือ เวลาอาหาร การกำหนดเวลาตื่น-เข้านอน รวมถึงกิจกรรมที่ต้องทำสม่ำเสมอในแต่ละวัน โดยผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการวางแผนกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น ช่วงเวลาใดควรเป็นเวลาทบทวนบทเรียน ช่วงไหนสำหรับกิจกรรมทางกาย หรือช่วงไหนเป็นเวลาที่พ่อแม่จะใช้เวลาสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็ก และที่ขาดไม่ได้คือเวลาว่างสำหรับทำกิจกรรมผ่อนคลายหรือพักผ่อนระหว่างวัน รวมทั้งเวลาที่เขาจะได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังด้วย อย่างไรก็ตามกิจกรรมต่างๆ ต้องคำนึงถึงการเว้นระยะห่างทางกาย และมีการดูแลสุขอนามัย เช่น การล้างมือ โดยผู้ปกครองจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลานด้วย
3. จัดช่วงเวลาตามลำพังกับลูกหลานแต่ละคนเวลาแห่งการพูดคุยในแต่ละวันควรเลือกเวลาเฉพาะที่ผู้ปกครองได้ละเว้นจากงานหรือการติดต่อกับสังคม อาจเป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 20 นาทีที่ผู้ปกครองจะได้ถามเรื่องราวการเรียนรู้ในแต่ละวัน เช่น วันนี้ลูกได้เรียนรู้อะไร มีวัสดุอุปกรณ์อะไรที่ต้องการเพิ่มเติม วันนี้มีอะไรสนุกๆ เกิดขึ้นบ้าง หรือมีข้อท้าทายอะไรที่เกิดขึ้น ทั้งสถานการณ์ภายนอกและเรื่องที่ยังค้างคาใจ
หากการพูดคุยระหว่างทานข้าวเป็นเรื่องที่น่าขัดเขินเกินไปสำหรับบางครอบครัว การออกไปเดินเล่นรอบบ้าน ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ลูกๆ วัยรุ่นกำลังสนใจร่วมกัน ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้การพูดคุยเป็นไปอย่างลื่นไหลมากขึ้น สำหรับเด็กที่เล็กลงมาอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ให้เขาช่วยทำความสะอาดหรือทำอาหารร่วมกัน หรือเป็นช่วงของการเล่านิทาน ดูหนังสือภาพ การเล่นหรือร้องเพลงร่วมกันก็ได้