ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563.

29 เมษายน วันเต้นรำสากล ใครไม่เต้น...เราเต้น!

161 7
29 เมษายน วันเต้นรำสากล ใครไม่เต้น...เราเต้น!

วันที่ 29 เมษายน ของทุกปี คือวันที่ยูเนสโก้กำหนดให้เป็น "วันเต้นรำสากล" เพราะต้องการส่งเสริมให้ทุกคนหันมาเต้นรำ เนื่องจาก "การเต้น" เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่าที่ใครๆคิด

การเต้นรำ นับเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกายและขยับตัวไปตามจังหวะของเสียงเพลง ประกอบกับการแสดงความรู้สึกต่างๆ เป็นการเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่แสดงออกทางสังคม และจิตวิญญาณ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นศาสตร์คือมีกฎที่ควบคุมแน่นอน ตายตัว เป็นศิลป์คือสามารถแสดงถึงจินตนาการและความเป็นตัวตนของมนุษย์ได้ดี

การเต้นรำ ถือได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญ จนมีการกำหนดให้ทุก ๆ วันที่ 29 เมษายนของทุกปี เป็นวันเต้นรำสากล (International Dance Day)


โดยที่มาของการเลือกวันดังกล่าวนั้น เกิดจากมติของ คณะกรรมการเต้นรำสากล (CID) ของสถาบันโรงมหรสพนานาชาติ สังกัดองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก้ ที่มีการประกาศเมื่อปี 1982 โดยกำหนดให้วันที่ 29 เมษายนของทุกปี เป็นวันเต้นรำสากล เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันเกิดของ ฌอง จอร์จ โนแวร์ ศิลปินชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์การเต้นบัลเลต์สมัยใหม่โดยพัฒนาบัลเลต์ให้เป็นแบบฉบับศิลปะและดึงดูดความสนใจของประชาชนในวงกว้าง

นอกจากนี้ การกำหนดให้มีวันเต้นรำสากล ก็เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเต้นรำ รวมถึงการผลักดันให้รัฐบาลทั่วโลกช่วยส่งเสริมให้การเต้นรำมีอยู่ในระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนด้วย

ประโยชน์ของการเต้นรำ

1.ช่วยให้ความจำดีขึ้น งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ในThe New England Journal of Medicineพบว่าการเต้นอาจช่วยให้เรามีความจำดีขึ้นและป้องกันไม่ให้คุณเป็นโรคสมองเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้นซึ่งนักวิทยาศาสตร์เผยว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกสามารถช่วยลดการสูญเสียมวลของฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมความจำ

2.คลายเครียด การเต้นไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพกายเท่านั้นแต่ยังดีต่อสุขภาพจิตอีกด้วยโดยมีงานวิจัยที่ถูกเผยแพร่ในJournal of Applied Gerontologyพบว่าการเต้นรำแบบคู่พร้อมกับเปิดเพลงคลอไปด้วยสามารถช่วยคลายเครียดได้

3.ลดอาการซึมเศร้า มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทดสอบผลของการเต้นกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าพบว่าผู้ป่วยที่เข้าร่วมกลุ่มเต้นแนวUpbeatมีอาการของโรคซึมเศร้าน้อยที่สุดและมีชีวิตชีวามากที่สุด

4.ดีต่อหัวใจ มีงานวิจัยของชาวอิตาลีพบว่าคนที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่เต้นรำจังหวะวอลทซ์มีสุขภาพหัวใจการหายใจและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับคนที่ปั่นจักรยานหรือวิ่งบนสายพาน

5.ช่วยลดน้ำหนัก มีงานวิจัยในJournal of Physiological Anthropologyพบว่าการออกกำลังกายโดยการเต้นสามารถช่วยลดน้ำหนักและมีAerobic Powerเพิ่มขึ้นได้เท่าๆกับการปั่นจักรยานและการวิ่งจ็อกกิ้ง

6.มีการทรงตัวที่ดีขึ้น มีงานวิจัยที่ถูกเผยแพร่ในJournal of Aging and Physical Activityพบว่าการเต้นแทงโก้สามารถช่วยให้การทรงตัวในผู้สูงอายุดีขึ้นและการเต้นเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายมีสมดุลและสามารถควบคุมร่างกายได้ดีขึ้น

7.เพิ่มพลังงาน หากคุณรู้สึกว่าช่วงนี้ไม่มีแรงผลักดันมากพอการไปเข้าคลาสเรียนเต้นอาจช่วยได้เพราะมีงานวิจัยพบว่าการไปเต้นทุกสัปดาห์สามารถช่วยให้มีสมรรถภาพทางกายดีขึ้นและทำให้ระดับพลังงานในผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นมีความกระตือรือร้นมากขึ้น

8.ได้มิตรภาพ การไปสมัครคลาสเต้นไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพของคุณเท่านั้นแต่ยังช่วยให้ได้เพื่อนใหม่อีกด้วยซึ่งการได้เข้าสังคมสามารถช่วยให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นไปในตัว

รู้อย่างนี้แล้วหากใครจะลุกขึ้นมาออกกำลังกายการเต้นรำก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend