ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผลวิจัย ม.เจ้อเจียงชี้ชัด "โควิด-19" กลายพันธุ์ไปกว่า 30 สายพันธุ์

1.60K 107
ผลวิจัย ม.เจ้อเจียงชี้ชัด โควิด-19 กลายพันธุ์ไปกว่า 30 สายพันธุ์

รายงานข่าวล่าสุด โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ซึ่งตีพิมพ์ใน https://futurism.com/neoscope/coronavirus-already-mutated-30-strains ผลการทดลองใหม่ล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2563 ที่ผ่านมาพบโควิด-19 กลายพันธุ์แล้วมากกว่า 30 สายพันธุ์ และ 19 สายพันธุ์ในนั้น เป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน อาจดับฝันการพัฒนาวัคซีนต้านโควิดที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ !!

โดยผลการวิจัยนี้มาจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ประเทศจีน ซึ่งตีพิมพ์ผลการทดลองใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2563ที่ผ่านมา โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์สายพันธุ์ของไวรัสจากผู้ติดเชื้อ11 รายในเมืองหางโจวและทดสอบประสิทธิภาพในแอบเข้าไปทำลายเซลล์ของพวกมันแต่เหล่านักวิจัยกลับค้นพบในสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าในระหว่างที่เก็บข้อมูลนั่นก็คือ เจ้าไวรัสโคโรนานั้นได้กลายพันธุ์ไปแล้วมากกว่า 30 สายพันธุ์ และ 19 สายพันธุ์ในนั้นเป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน 

ผลวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ยังประเมินศักยภาพในการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์มรณะตัวนี้ ต่ำกว่าความเป็นจริงมากและยังมีการวิจารณ์ไปต่อกันว่า "นี่อาจจะเป็นการดับฝันการพัฒนาวัคซีนที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้เพราะโรคระบาดที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ อาจจะสามารถพัฒนาไปไกลกว่าที่จะรับมือไหว" 

ทั้งนี้ ทางทีมนักวิจัยและนักระบาดวิทยา ยังระบุอีกว่า "ไวรัส Sars-CoV-2กลายพันธุ์ จนสามารถเปลี่ยนแปลงความสามารถในการก่อโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ" ทีมนักวิจัยยังตรวจพบอีกด้วยว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ที่รุนแรงที่สุด ถูกตรวจพบเชื้อในเลือด มากกว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรง 270 เท่า ฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า "เราต้องทำความเข้าใจกับความหลากหลายของสายพันธุ์ไวรัสเพื่อที่จะได้พัฒนาวัคซีนหรือหาวิธีรักษามันได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญในการเร่งพัฒนายาและวัคซีน ต้องมีการพิจารณาถึงผลกระทบของการกลายพันธุ์ที่สะสมเหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดตามมา" 

มาดูที่มุมมองของทีมแพทย์ไทย หนึ่งในทีมแพทย์ของ รพ.ศิริราช ได้เสนอแนวทางในการร่วมรับมือ โควิด-19 ตามนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนคนไทยในประเทศ ได้ร่วมใจกันปฎิบัติตาม  โดยหนึ่งในทีมแพทย์ตัวแทนจาก รพ.ศิริราช กล่าวว่า " ตอนนี้เชื้อโควิด-19 กระจายเชื้อไปแล้วกว่า 190 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรปถึงขั้นเอาไม่อยู่ คณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล บอกว่า "เป็นเพราะคนยังคงรวมกลุ่มและสัมผัสกันใกล้ชิดในแถบเอเชีย ทั้ง ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ และฮ่องกง ใกล้เคียงกับไทยต่างกันแค่ระยะการรายงานผลเท่านั้น  ซึ่งที่ประเทศไทยช้ากว่า1 วัน เพราะต้องยืนยันซ้ำ

หากไม่ควบคุมอย่างเข้มงวด  ประเทศไทยก็อาจจะก้าวเข้าสู่ขั้นวิกฤติได้ ในระยะเวลาไม่นานนัก แม้วันนี้ตัวเลขในบ้านเราจะดีขึ้น แต่ถ้าควบคุมด้วยการหยุดการนำเชื้อเข้าประเทศ  คือให้ผู้ที่จะเข้ามาในประเทศแสดงใบรับรองผลตรวจไม่ติดเชื้อ และกักตัวอีก 14 วันอย่างเคร่งครัด  ปิดด่านพรมแดนทุกช่องทาง เพื่อหยุดการเคลื่อนย้ายของแรงงานระหว่างประเทศคัดกรองคนในประเทศ แยกผู้ติดเชื้อออกจากคนปกติ ให้กลุ่มเสี่ยงตรวจเชื้อและเว้นระยะการฟักเชื้อในเวลาอย่างน้อย  14 วัน โดยไม่มีการปกปิดข้อมูลและขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจอยู่แต่ในบ้าน หรือใช้เวลานอกบ้านให้น้อยที่สุด เช่นซื้ออาหารตามร้านสะดวกซื้อ หรือตลาดสดใกล้บ้าน และควรที่จะสั่งใส่ห่อเพื่อกลับไปทานที่บ้านตนเองเท่านั้น

โดยวิธีการควบคุมแบบนี้คุณหมอบอกกับผู้สื่อข่าวว่า จะทำให้การแพร่เชื้อจาก 33 เปอร์เซ็นต์เหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์  แต่ถ้าทุกคนยังฝ่าฝืนออกมารวมกลุ่มเดินทางจากเมืองหลวงกลับภูมิลำเนา ยังคงตั้งวงสังสรรค์ ดื่มสุราก็จะทำให้ไทยมีสภาพไม่ต่างจากอิตาลี คือต้องเลือกว่าจะให้ผู้ป่วยคนใดมีชีวิตต่อไปทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า คนป่วยที่มากเกินศักยภาพนั่นเอง"


มาดูที่คำว่า  "ล้นศักยภาพ คืออะไร"  จำนวนโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนในกรุงเทพมหานคร มีห้องแยกผู้ป่วยแบบแยกเดี่ยว 237 ห้องขณะที่ต่างจังหวัดมี 2,444 ห้องส่วนห้องผู้ป่วยติดเชื้อแบบมีอาการแต่ไม่มาก รองรับได้ 143 ห้องในกรุงเทพมหานคร และ 3,061 ห้องในต่างจังหวัดแต่ห้องควบคุมความดันลบ ซึ่งป้องกันเชื้อจากผู้ป่วย หลุดออกไปนอกห้อง มีเพียง 136 ห้อง ในกรุงเทพมหานคร และ 1,042 ห้อง ในต่างจังหวัดขณะที่ทีมแพทย์ทั้งประเทศมีเพียง 37,160 คนส่วนพยาบาลมี 151,571 คน

คุณหมอยังกล่าวย้ำอีกว่า "สิ่งสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องทำวันนี้ คือ การพูดคุยกันในแบบระยะใกล้ชิดให้น้อยลงเพราะเชื้อโควิด-19  สามารถติดต่อได้จากสารคัดหลั่งดังนั้นการที่โรคติดต่อ จะไม่ติดต่อ ถ้าไม่ติดต่อกัน และหากหยุดอยู่กับบ้านให้มากที่สุด หยุดการกระจาย และนับจากนี้ไป ปฎิบัติตนตามนโยบายของภาครัฐที่ขอความร่วมมือไว้อย่างน้อย 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ โอกาสแพร่ของเชื้อจะน้อยลงและจะค่อยๆ หมดไป"


ส่วนคนที่ต้องทำงานหรือ เวิรค์ ฟอร์ม โฮม นั่น มีก็หลักการง่าย ๆ คือ ใช้การประชุมผ่านโซเซียล พูดคุยติดต่อผ่านโทรศัพท์ อยากเห็นหน้าก็วิดีโอคอลแทนการออกไปพบปะกันแต่หากต้องทำงานต่อไปอีก แนะนำว่า ต้องแบ่งทีมทำงานออกเป็นส่วน ๆ หากทีมใดติดเชื้อก็ให้หยุดพักทั้งทีมเพื่่อดูอาการ และล้างที่ทำงานด้วยยาฆ่าเชื้อ ทำได้ตามนี้ประเทศไทยก็จะมีโอกาสชนะอย่างที่หวัง" สำหรับยอดตัวเลขผู้ป่วยเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยในวันนี้(23 เม.ย.63) นพ.ทวีศิลป์วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. เปิดเผยว่า วันนี้ (23 เม.ย. 63) ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มอีก 13 คน รวมยอดสะสม 2,839 คน ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน รวมผู้เสียชีวิต 50 คน รักษาหายเพิ่ม 78 คน รวมรักษาหายสะสม 2,430 คน

สำหรับกระแสข่าวที่จะมีการปลดล็อกทาง นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า กระแสข่าวที่จะมีการปลดล็อก 32 จังหวัด ในวันที่ 1 พ.ค. 2563นี้ ว่า เห็นอินโฟกราฟิกว่าออกมาจาก กระทรวงสาธารณสุขแต่ถ้าจะบอกว่า ออกมาจาก ศบค.ยังไม่ใช่ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่าต้องให้มีการศึกษาชัดเจนผ่านที่ประชุม ศบค.และอนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรี  ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่ได้มีการประกาศชัดเจน แต่อย่างใดแต่แนวโน้มต้องยืดระยะเวลาประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปแน่นอน แต่จะมีการผ่อนปรนบ้างก็ต้องรอติดตามข่าวสารกันอีกครั้ง  ทราบอย่างนี้แล้ว คงต้องขอความร่วมมือจากทุกคน จากทุกฝ่าย ให้หยุดอยู่บ้านหยุดเพื่อชาติ อดทนกันอีกสักหน่อย เพื่อให้ปลอดจากภาวะใกล้ชิดและการสัมผัสหรือการกระจายหรือเคลื่อนตัวของบุคคลอันอาจจะเป็นพาหะในการแพร่กระจายเชื้อได้อีกทางนั่นเอง   #เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน  อ้างอิงจาก https://futurism.com/neoscope/coronavirus-already-mutated-30-strains 


เรื่องโดย ฐาน ศก , | ภาพโดย website
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend