ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

โฆษก ศบค. เเถลงไทยเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ติดเชื้อเพิ่ม 15 ราย ป่วยสะสม 2,826 ราย

13.64K 97
โฆษก ศบค. เเถลงไทยเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ติดเชื้อเพิ่ม 15 ราย ป่วยสะสม 2,826 ราย

โฆษก ศบค.เผยยอดผู้ติเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 15 คน เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย พบป่วยเบาหวานเพิ่ม เผยผลสำรวจบุคลากรด้านสาธารณสุข เครียดมากขึ้นสะสมหลังระบาดหนักช่วงเดือนมีนาคม ยืนยัน ไม่มีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุสถาการณ์รอบประเทศยังคงมีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูง

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประจำวันพุธที่ 22 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อยืนยันรายใหม่ 15 คนหายแล้ว 2352 คนสะสม 2826 ปืนและเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นหญิงไทย อายุ 58 ปี อาชีพแม่บ้าน มีโรคประจำตัว เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และอ้วน มีประวัติสัมผัสกับลูกสาวซึ่งเป็นผู้ป่วยยืนยัน โดยมีอาการไอ ไข้ มีเสมหะสีขาวเหลือง และเข้ารักษาที่โรงพยาบาลวันที่ 22 มีนาคมถึงวันที่ 28 มีนาคมผลตรวจพบว่ามีเชื้อและการรักษาทรุดลงเรื่อยๆมีอาการเหนื่อยหอบถ่ายเหลวประกอบและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยผู้ป่วยใหม่ 15 คน มีประวัติเสี่ยงพบว่ามีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันจำนวน 10 คน ไม่มีประวัติเกี่ยวกับการสัมผัสผู้ป่วยยืนยันอีก 5 คนประกอบด้วย เป็นคนไทยกลับจากต่างประเทศ 1 คน ไปยังสถานที่ชุมชน 1 คน และประกอบอาชีพเสียง 3 คน

ส่วนจังหวัดที่มีการรายงานผู้ป่วยในช่วง 7 วันประกอบด้วยกรุงเทพฯ นนทบุรี ภูเก็ต ชลบุรียะลา ปัตตานี สงขลา ปทุมธานี นครปฐม กระบี่นราธิวาส ขอนแก่น ชุมพร และพระนครศรีอยุธยา / ส่วนจังหวัดที่ไม่มีการรายงานผู้ป่วยมาก่อน ประกอบด้วย กำแพงเพชรชัยนาท ตราด น่าน บึงกาฬ พิจิตร ระนอง สิงห์บุรี อ่างทอง และสตูล

ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม ในผู้ป่วย 542 คนพบว่า การเข้าตรวจโรคของผู้ป่วยตั้งแต่ มีอาการวันแรกถึงวันเข้าตรวจ เฉลี่ยอยู่ที่ 4 วัน แต่มากที่สุดอยู่ที่ 28 วัน ซึ่งหมายความว่าจะมีความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคสูง พร้อมกับระบุว่าหากประชาชนพบว่ามีประวัติว่ามีไข้หรืออุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.5 องศาขึ้นไป เริ่มกับหากมีอาการ 1 ใน 5 คือไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ หรือมีอาการปอดอักเสบอยู่ รวมไปถึงเดินทางไปยังพื้นที่ชุมชน แออัด  ให้เข้าตรวจโรคได้ฟรีทันที โดยสปสช. เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยง โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมศบค.ว่า หากมีการผ่อนปรนมาตรการลงไปถึงอ่อนมากๆจนถึงการติดเชื้อเพิ่มขึ้น จะทำให้สิ่งที่ทำมาดีทั้งหมดร่วมเดือนจะพังทลายลงไปในเวลาสั้นๆ ได้จะสูญเสียทุกๆอย่างที่ทำมาทั้งหมด จึงต้องเรียนย้ำการเรียนรู้ประเทศรอบบ้านของไทย

ส่วนสถานที่แออัดหรือสถานที่ชุมชนที่ผู้ป่วยแจ้งว่าเคยเดินทางไปใน 14 วัน จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด ประกอบไปด้วย สถานบันเทิง สนามมวย สถานที่มั่วสุมเพื่อเล่นการพนัน โรงภาพยนตร์ Supermarket ร้านเสริมสวย มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร พื้นที่ท่องเที่ยว ตลาด ห้างสรรพสินค้าการใช้ขนส่งสาธารณะ สถานที่ทำงาน สถานพยาบาลพร้อมกับระบุว่า 1 ใน 3 สาเหตุที่ฝ่าฝืนการประกาศเคอร์ฟิว ส่วนใหญ่จะมาจากการเดินทางไปมั่วสุมเล่นการพนัน จึงขอให้ลดละเลิกการเล่นการพนัน เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นอันดับต้น

ด้านการสำรวจภาวะความเครียดของกรมสุขภาพจิต การทดสอบในกลุ่มบุคลากร ด้านสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป ซึ่งผลของการสำรวจความเครียดพบว่า มีความเครียดสูง โดยบุคลากรด้านสาธารณสุข เริ่มมีความเครียดมากขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ถึง ร้อยละ 5.2 เครียดปานกลาง ร้อยละ 4.2 ส่วนประชาชนเองก็มีความเครียดมากขึ้นถึงร้อยละ 2 และเครียดปานกลางร้อยละ 4.1 ซึ่งแม้ว่ายังอยู่ในระดับที่ปกติแต่ก็ต้องไปดูทุกคนเนื่องจากมีความสามารถในการปรับตัวที่แตกต่างกันออกไป

ส่วนการฝ่าฝืนพระราชกำหนดฉุกเฉิน ประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในเวลา 22.00-04.00 น. พบผู้กระทำความผิดออกนอกเคหสถาน 554 คน ตักเตือน 72 คนและดำเนินคดี 482 คน มั่วสุม 55 คน เป็นการดำเนินคดีทั้งหมด


ส่วนมาตรการการเตรียมปลดล็อคในบางจังหวัด นายแพทย์ทวีศิลป์ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ใช้สถิติ ชุดข้อมูล และความร่วมมือของประชาชน การจะผ่อนปรนหรือการปิดถาวรล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ และยืนยันอีกครั้งว่าขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิกมาตรการ แต่จะเป็นในลักษณะผ่อนปรน เหตุผลในการครอบประเทศยังคงมีการติดเชื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการติดเชื้อในลักษณะพุ่งขึ้นและเป็นที่น่าจับตามองของโลก พร้อมกับยังกล่าวอีกว่าหากประมาทนิดเดียว ทำให้ผู้ติดเชื้อสำหรับพรุ่งได้ และสิ่งสำคัญคือการตัดสินใจของผู้นำประเทศ แต่มาตรการจะออกมาในทิศทางใดทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ซึ่งคาดว่าจะออกมาในเร็วๆนี้

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend