ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2563.

ครบ 7 วัน คนเรือนแสนเผ่นหนีกทม. เตรียมรับมือผู้ป่วยทั่วประเทศ

10.7K 293
ครบ 7 วัน คนเรือนแสนเผ่นหนีกทม. เตรียมรับมือผู้ป่วยทั่วประเทศ

ภาพรวมทั้งประเทศ โควิดกระจาย 57 จว. ยอดติดเชื้อเพิ่มทรงตัวที่หลักร้อย ไทยยอดรวม 1,245 ราย ตายเพิ่ม 1 ราย เป็นสาวใหญ่วัย 55 ป่วยเบาหวาน ความดัน ไขมัน เตรียมกระจายยา-เวชภัณฑ์ รับมือผู้ป่วยเพิ่มทุกภูมิภาค หลังครบ 7วัน คนเรือนแสนแห่เดินทางออกจาก กทม.-ปริมณฑล

กระทรวงสาธารณสุข -28 มี.ค.63 ศูนย์แถลงข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตัวเลขการแพร่ระบาดทั่วโลกใกล้แตะ 6 แสนราย ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 3,700 ราย โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุดคือสหรัฐอเมริกา รองลงมาเป็นอิตาลี ส่วนจีนตกลงมาเป็นอันดับ 3 ขณะที่ผู้เสียชีวิตมากที่สุดยังเป็นอิตาลีซึ่งมีมากกว่า 9,000 ราย ส่วนสถานการณ์ในไทยพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 109 ราย ยังคงรักษาอยู่ในรพ. 1,139 ราย กลับบ้านได้แล้ว 3 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นผู้หญิงอายุ 55 ปี ในพื้นที่ กทม. มีประวัติเป็นผู้ป่วยเบาหวาน ที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีและมีไขมันในเลือดสูง เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ด้วยอาการหอบเหนื่อย อีกทั้งพบว่ามีอาการปอดอักเสบรุนแรง ส่งผลให้วันนี้ มียอดรวมสะสมผู้ติดเชื้อ 1,245 ราย รักษาหายกลับบ้านได้แล้ว 100 ราย และเสียชีวิตสะสม 6 ราย


นพ.อนุพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พบในวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 39 ราย สนามมวย 10 ราย อยู่ที่ กทม. สถานบันเทิง 8 ราย กระจายอยู่ใน กทม.และศรีสะเกษ และผู้มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่ว 21 ราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 17 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 8 ราย แบ่งเป็นคนไทย 6 ราย มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา อินเดีย ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น และชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นชาวยูเครน และโปรตุเกส และเป็นผู้ที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในสถานที่แออัด 7 ราย เช่น พนักงานร้านนวด สปา พนักงานต้อนรับในโรงแรม เชฟ เจ้าของร้านขายเครื่องประดับ รวมถึงบุคลาการทางการแพทย์ติดเชื้อเพิ่ม 2 ราย กลุ่มที่ 3  เป็นผู้ที่พบเชื้อซึ่งต้องรอสอบประวัติและรอสอบสวนโรคจำนวน 53 ราย เชียงราย ปทุมธานี สมุทรสาคร ภูเก็ต นนทบุรี มุกดาหาร ปัตตานี นราธิวาส ยะลา กทม.

นพ.อนุพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ป่วยอาการหนักขณะนี้มีจำนวน 17 ราย ยังต้องให้เครื่องช่วยหายใจ 12 ราย ซึ่งรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ในพื้นที่ กทม. ส่วนผู้ป่วยอาการหนักอีก 5 ราย รักษาตัวอยู่ที่จ.เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี นครราชสีมา และบุรีรัมย์ โดยมีช่วงอายุระหว่าง 31 -76 ปี สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยอีกกว่า 1,000 ราย พบว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงจึงยังไม่อนุญาตให้กลับบ้าน นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยอายุน้อยที่สุดมีอายุ 6 เดือน และอายุมากที่สุด 84 รายและมีสัดส่วนเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

"จากแผนที่ประเทศไทย ขณะนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อกระจายใน 57 จังหวัด เป็นผู้ป่วยในกทม.515 ราย นนทบุรี 65 ราย ภูเก็ต 41 ราย ยะลา 40 ราย ชลบุรี 36 ราย สมุทรปราการและปัตตานีจังหวัดละ 33 ราย สงขลา 27 ราย ปทุมธานี 14 ราย อุบลราชธานี.12 ราย เชียงใหม่ 11 ราย ทั้งนี้การพบผู้ป่วยรายใหม่จากสนามมวยและสถานบันเทิง แสดงว่าทั้ง 2. กลุ่มนี้ยังไม่จบ เพราะทุกสนามมวยปิดตัวลงในวันที่ 24 มี.ค.ตามคำสั่งผู้ว่าราชการกทม. และขอให้ผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาสวมหน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ แยกกักตัวเอง 14 วัน เว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อให้เราปลอดภัย อยู่ห่าง หยุดเชื้อเพื่อชาติ "นพ.อนุพงศ์กล่าว

ด้านนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สิ่งที่สธ.เป็นกังวลและอยากให้ปชช.ร่วมมือ เนื่องจากผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น แม้ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต จะมีจำนวนน้อย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่า 80% อาการน้อยเหมือนไม่ป่วย ส่วนผู้ป่วยหนักที่มีอาการรุนแรงจนเสียชีวิต เป็นเพียง 0.5% ซึ่งยังน้อยกว่าประเทศอื่น โดยผู้เสียชีวิตมักเป็นผู้สูงอายุมาก ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ที่ผ่านมาเราจึงรรณรงค์ให้ปกป้องผู้สูงอายุไม่ให้ติดเชื้อเพราะเป็นกลุ่มเปราะบางมีโอกาสเสียชีวิตสูง คนที่พาเชื้อเข้าบ้านมักเป็นคนอายุน้อย หรือคนที่เดินทางกลับจาก กทม.และปริมณฑล จึงต้องแยกตัว เพื่อลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อไปให้กับญาติผู้ใหญ่ ป้องกันการป่วย เมื่อไม่ป่วยก็ไม่เสียชีวิต หากเจ็บป่วยต้องรีบพบแพทย์ ให้ประวัติการสัมผัสใกล้ชิดและประวัติการเดินทางโดยเร็ว ย้ำว่า ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ความดัน เบาหวาน ไต มะเร็ง ต้องระวังการติดเชื้อโควิด-19 เป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่า 10% ขณะที่คนอายุน้อยมีโอกาสตายไม่ถึง 1%

ต่อข้อถามถึงกรณีรพ.หลายแห่งระบุว่า เวชภัณฑ์ที่มีอยู่จะเพียงพอแค่ 2 สัปดาห์นั้น นพ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ผู้บริหารได้สั่งการให้ สธ.ทำแผนสำรวจการใช้หน้ากากอนามัย เวชภัณฑ์ เครื่องช่วยหายใจ โดยให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นผู้กระจายเวชภัณฑ์และยา ไปให้รพ. ของรัฐและเอกชน ในจำนวนที่หมาะสมพอดีกับสิ่งที่ขอมา และพอดีกับที่เราออเดอร์ไปยังต่างประเทศ สิ่งเหลานี้จะค่อยๆทยอยส่งไปให้รพ. ส่วนเรื่องการบริจาคนั้น คนไทยมีจิตกุศล สธ.ไม่เคยห้ามรพ.เรื่องการรับบริจาค สามารถรับได้ตามจิตศรัทธาของประชาชน ไม่ได้หมายความว่าขอรับบริจาคเพราะของขาด แต่เพื่อให้มีสต็อกไว้ใช้

"การสอบสวนโรคไม่ช่งานง่ายๆ กรณี เขตเตาปูนจากผู้ติดเชื้อ.1 ราย ขยายการติดเชื้อในวงถึง 10 ราย หากเราไม่มีมาตรการใดๆ ปล่อยให้การแพร่ระบาดติดเชื้อสูงถึง 33% โดยไม่ทำอะไรเลย เราจะเป็นเหมือนอิตาลีกับอิหร่าน สิ้นเดือนเม.ย.ตัวเลขอาจมากกว่า 3,500 ราย ถ้าเราหยุดเชื้อเพื่อชาติ ร่วมกับ พรก.ฉุกเฉินฯ ห้ามการเดินทาง ผู้ว่าฯบางจังหวัดประกาศปิดเมือง จะทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง"นพ.อนุพงศ์กล่าว

นพ.โสภณ กล่าวย้ำว่า สธ.จะทำให้ดีที่สุด เพื่อลดการป่วยและลดการเสียชีวิต แต่โรคติดต่อทางเดินหายใจป้องกันได้ยากมากเมื่อเทียบกับการติดต่อทางอาหารและน้ำ หรือเพศสัมพันธ์ ที่ผ่านมาถือว่าเราป้องกันคนป่วยได้มาก ถ้าไม่ทำอะไรเราจะล้ำหน้าประเทศอื่นไปมาก และเราจะสามารถทำได้ดีกว่านี้เมื่อได้รับความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งวันนี้มีความร่วมมือมากจริงๆ ถ้าเราร่วมกันสู้ต่อไปจนถึงเม.ย.และยาวไปจนถึงปลายปี จะลดความสูญเสียลงได้มาก โดยระยะหลังจากนี้เราจะยังพบคนป่วยเพิ่มมากขึ้น และจะพบผู้ป่วยอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะครบรอบ 1. สัปดาห์ที่เป็นระยะฟักตัวของเชื้อ ซึ่งอาจพบในกลุ่มคนเป็นแสนคน ที่เดินทางออกจากรุงเทพฯและปริมณฑล หลังมีประกาศปิดสถานประกอบการ อย่างไรก็ตาม ยืนยันในความพร้อมของยาฟาวิพิราเวียร์ ให้กับผู้ป่วยอาการปานกลางและอาการรุนแรง ซึ่งกระจายยาไปแล้วในทุกจังหวัด

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend