ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ภารกิจสุดหิน! "อินเดีย" ล็อคดาวน์ 1.3 พันล้านคน

3.51K 19
ภารกิจสุดหิน! อินเดีย ล็อคดาวน์ 1.3 พันล้านคน

จนถึงปัจจุบัน อินเดียมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ได้รับการยืนยันแล้วกว่า 500 คน และเสียชีวิตแล้ว 12 คน ซึ่งยังคงน้อยกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทย และถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มีอยู่กว่า 1,300 ล้านคน มากเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่มีการคาดการณ์ว่า หากเกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในวงกว้างจริง อินเดียอาจมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 300 ล้านคน และในจำนวนนี้อาจเสียชีวิต 1-2 ล้านคน

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอินเดียจึงไม่รอช้า รีบประกาศมาตรการ "ล็อคดาวน์" ทั่วประเทศตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แถลงข่าวก่อนเริ่มล็อคดาวน์เพียงแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น

ปรากฏว่าหลังการแถลงของผู้นำอินเดียจบลง ประชาชนจำนวนมากต่างก็แห่กันไปตามร้านขายยาและขายของชำเพื่อกักตุนสินค้ากันยกใหญ่ ไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ จนโมดีต้องรีบออกมาชี้แจงว่า กิจการที่มีความจำเป็นจะยังคงเปิดทำการต่อไปตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุนสินค้า

ถามว่ามาตรการล็อคดาวน์ของอินเดียเป็นอย่างไร ต้องบอกว่าเข้มงวดสุดๆ เพราะไม่ใช่แค่กำหนดเคอร์ฟิวเท่านั้น แต่เป็นการห้ามประชาชนออกนอกบ้านตลอดเวลา และหากไม่ปฏิบัติตามต้องเจอกับโทษทั้งปรับทั้งจำคุกซึ่งอาจนานถึง 2 ปี นอกจากนี้ยังมีการระงับการขนส่งสาธารณะทุกประเภททั้งรถเมล์ รถไฟ เครื่องบิน ทั้งภายในเมือง ระหว่างรัฐ และระหว่างประเทศด้วย

แต่การล็อคดาวน์ประเทศขนาดมหึมาที่มีประชากร 1,300 ล้านคนไม่ใช่เรื่องง่าย และถือเป็นภารกิจสุดหินทั้งในแง่การบังคับใช้และการกวดขันประชาชน

จึงแบ่งความท้าทายในการล็อคดาวน์ของอินเดียออกเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้


1. ทางการจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าประชาชนปฏิบัติตามกฎระเบียบจริง

ตรงนี้คงเป็นหน้าที่ของตำรวจในท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีรายงานการกวดขันประชาชนที่ไม่เชื่อฟังบ้างแล้ว ปรากฎว่าการปรามปรามของตำรวจอินเดียนั้นมีหลายวิธี บางที่มีการใช้ไม้ไล่ตีชาวบ้าน, บางที่ให้ประชาชนกระโดดลุกนั่ง 10 ครั้ง, ส่วนบางที่ก็ให้ประชาชนถือแผ่นป้ายที่มีข้อความประมาณว่า "ผมเป็นเพื่อนกับไวรัส" หรือ "ผมเป็นศัตรูของสังคม" แล้วเอาภาพเหล่านี้ไปโพสต์ประจานในโลกออนไลน์

2. ความแออัดของประชากรอินเดีย

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรอยู่อาศัยอย่างแออัดที่สุดในโลก มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกกว่า 7 เท่า และแออัดกว่าประเทศจีนถึง 3 เท่า นั่นก็หมายความว่า การรักษาระยะห่างทางสังคมในอินเดียนั้นทำได้ยาก แม้กระทั่งอยู่ในภายในบ้านเองก็ตาม เพราะปกติในอินเดีย บ้านหลังหนึ่งมักมีคนอยู่อาศัย 4-5 คน ในลักษณะครอบครัวขยาย บางหลังทุกคนนอนห้องเดียวกัน ซึ่งก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการแพร่เชื้อไวรัส

3. วิถีชีวิตของชาวอินเดียมีความผูกพันใกล้ชิดกับศาสนา โดยเฉพาะชาวฮินดู

เวลาพูดถึงอินเดีย เราก็มักจะนึกถึงภาพของคนจำนวนมากที่มักไปรวมตัวกันประกอบพิธีบูชากราบไหว้เทพเจ้า รวมไปถึงการเฉลิมฉลองในเทศกาลสำคัญทางศาสนา ซึ่งตัวอย่างการระบาดของเชื้อไวรัสในหลายประเทศเป็นที่ชัดเจนว่า มีคนกลุ่มใหญ่ที่มักติดเชื้อจากการไปร่วมพิธีทางศาสนา ด้วยเหตุนี้ในประกาศล็อคดาวน์ล่าสุดของอินเดียจึงมีการสั่งปิดศาสนสถานทุกแห่ง และห้ามการประกอบพิธีทางศาสนาด้วย

4. จำนวนประชากรยากจนของอินเดียที่คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ

คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุดจากมาตรการล็อคดาวน์ เพราะเป็นกลุ่มที่หาเช้ากินค่ำ และหลายคนไม่มีแม้กระทั่งน้ำสะอาดหรือห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะใช้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อมีมาตรการล็อคดาวน์แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มนี้

นายกรัฐมนตรีอินเดียเตือนว่า หากมาตรการล็อคดาวน์ 21 วันนี้ไม่ได้ผล อินเดียจะก้าวถอยหลังไปอีก 21 ปี สุดท้ายการล็อคดาวน์ไม่ว่าจะในประเทศไหน ไม่ว่าไทยหรืออินเดียจะเห็นผลหรือไม่ ก็คงอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจ และความรับผิดชอบต่อสังคมของประชาชนทุกคน

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend