ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563.

ฟ้าผ่า สตช. ปิดฉากสงครามครั้งสุดท้าย "บิ๊กโจ๊ก"

67.7K 254
ฟ้าผ่า สตช. ปิดฉากสงครามครั้งสุดท้าย บิ๊กโจ๊ก

"ฟ้าผ่า สตช." หลายคนยังอาจนึกภาพไม่ออกว่าใครโดนบ้าง และคนที่โดนมีเส้นทางชีวิตราชการอย่างไร ทำอะไรผิดถึงโดน และหลังจากโดนแล้ว ระบบงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

รายการ เก็บตกจากเนชั่นภาคเที่ยง วันนี้ (25 ม.ค.63) ได้เกาะติดสถานการณ์บิ๊กนายตำรวจโดนเด้งเข้าไปสำนักนายกรัฐมนตรีคนที่โดนมีเส้นทางชีวิตราชการอย่างไร ทำอะไรผิดถึงโดน และหลังจากโดนแล้ว ระบบงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

เริ่มแรกในคำสั่งใช้ศัพท์แสงทางราชการ ทำให้เข้าใจยาก เริ่มจากกลุ่มโดนเด้งก่อน กลุ่มนี้ต้องบอกว่า "โดนเด้ง งานหด" คือหน้างานที่รับผิดชอบโดนริบไป (ตำรวจระดับสูง เช่น รองผบ.ตร. จะแบ่ง "หน้างาน" กันรับผิดชอบ เช่น หน้างานสืบสวน / หน้างานสอบสวน / หน้างานปราบปราม เป็นต้น)


กลุ่มโดนเด้ง เริ่มจาก พลตำรวจเอก วิระชัย ทรงเมตตา หรือหลายคนยังเรียกชื่อเก่าเขาว่า "สุวิระ ทรงเมตตา" รายนี้ถูกเด้งจากรอง ผบ.ตร. ไปเข้ากรุสำนักนายกรัฐมนตรี โดยต้นสายปลายเหตุเพราะถูกตั้งกรรมการสอบ / และเมื่อวาน "บิ๊กแป๊ะ" เฉลยเองว่าเป็นการสอบประเด็นอัดคลิปเสียงที่คุยกับ ผบ.ตร.แล้วมีการนำมาเผยแพร่

เมื่อถูกย้าย ก็โดนริบงาน โดยงานที่ พลตำรวจเอก วิระชัย รับผิดชอบอยู่เดิม คือ งานกฎหมายและคดี , งานปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้โดนริบหมด

ปัญหาของ พลตำรวจเอก วิระชัย ว่ากันว่าเริ่มมาจากการเข้าไปเกี่ยวพันกับ "บิ๊กโจ๊ก" พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ออกมาปรากฏตัวเป็นข่าวอีกครั้งหลังรถส่วนตัวถูกคนร้ายลอบยิง จะยิงคนในรถ แต่ยิงตอนรถไม่มีคน แถมวิถีกระสุนยังกดลงพื้น ไม่ได้เล็งไปในแนวศีรษะหรือลำตัว ถือว่าเป็นการลอบยิงที่แปลกประหลาดมาก

พลตำรวจเอก วิระชัย เคลื่อนไหวคดีนี้คึกคักเป็นพิเศษ สอดรับกับการให้สัมภาษณ์ของ "บิ๊กโจ๊ก" จากนั้นก็มีคลิปเสียงหลุดออกมาให้เป็นที่ฮือฮา เป็นเสียง ผบ.ตร.โทรคุยกับ พลตำรวจเอก วิระชัย และตำหนิเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิด

"บิ๊กโจ๊ก" ยังให้สัมภาษณ์รายวัน แฉทุจริตในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะการจัดซื้อเครื่องไบโอเมทริกซ์ 2,100 ล้านบาท และรถไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะอีก 900 กว่าล้านบาท โดยอ้างว่าแพงเกินจริง และไม่สามารถใช้งานได้จริง เป้าหมายของ "บิ๊กโจ๊ก" ที่ออกมาเปิดโปงเรื่่องนี้ ชัดเจนว่าเพื่อเขย่าเก้าอี้ ผบ.ตร.

มีการคาดการณ์กันต่อว่า บิ๊กโจ๊ก เขย่าเก้าอี้ "บิ๊กแป๊ะ" เพื่อให้ "บิ๊กแป๊ะ" ถูกเด้ง และ พลตำรวจเอก วิระชัย ขึ้นมาเป็นรักษาราชการแทน (เพราะเป็นรอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1) จากนั้นก็อาจมีรายการตั้งเรื่องดึง "บิ๊กโจ๊ก" กลับมาเป็นตำรวจ เพราะที่ผ่านมา "บิ๊กโจ๊ก" ถูกย้ายโดยไม่ปรากฏความผิดใดๆ

นี่คือกรณีของ พลตำรวจเอกวิระชัย ที่น่าจะเป็นสาเหตุของการโดนเด้ง ไม่นับรวมการเข้าไปคุมคดียิงคน-ปล้นทองในวันแรกๆ และมีเสียงบ่นว่านำหลักฐานสำคัญมาเปิดเผย จนทำให้โจรไหวตัว กว่าจะจับได้ต้องใช้เวลาถึง 14 วัน

คนที่ 2 ของกลุ่มถูกเด้ง คือ พลตำรวจเอก ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย หรือ "บิ๊กช้าง" สาเหตุก็อย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้ว คือหลายฝ่ายเชื่อว่ามาจากปฏิบัติการตรวจบ่อน - ยึดตู้ม้าของ "ส.ส.สิระ เจนจาคะ" นอกจากนั้นยังมีข่าวว่า "บิ๊กช้าง" มีบุคลิกไม่ค่อยเหมาะสม สวมแว่นตาดำให้สัมภาษณ์ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ตำรวจ-ทหารยุคนี้ ต้องเป๊ะเรื่องระเบียบวินัยแค่ไหน

สำหรับ "หน้างาน" ของ "บิ๊กช้าง" ที่ถูกริบไป ก็คืองานด้านสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นงานถนัดและสร้างชื่อมาหลายคดี เจ้าตัวเองก็เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาก่อนด้วย

เมื่อมีคนถูกริบงาน ก็มีคนได้งานเพิ่ม นั่นก็คือ พลตำรวจเอก ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจแห่งชาติ ได้รับผิดชอบงานด้านกฎหมายและคดี / รวมถึงปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แทน พลตำรวจเอก วิระชัย

ขณะที่งานสืบสวนของ "บิ๊กช้าง" ถูกโอนมาให้ พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข หรือ "บิ๊กปั๊ด" รองผบ.ตร.อีกคน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ ผบ.ตร.กับ "บิ๊กช้าง" ด้วย / งานนี้ถือว่าถูกฝาถูกตัว เพราะ "บิ๊กปั๊ด" ถือว่าเป็นนายตำรวจมือดีแห่งยุคในการคลี่คลายคดีสำคัญๆ และยังมีชื่อเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.ต่อจาก "บิ๊กแป๊ะ"

ฟ้าผ่าอีกระลอก งานนี้อยู่นอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือกรณีของ พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จู่ๆ ก็โดนนายกฯออกคำสั่งให้รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ ห้ามประพฤติชั่วร้ายแรง พร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมประพฤติชั่ว แบบว่าไม่รู้หลอกด่าไปในตัวหรือไม่ เช่น ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา / ไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากนั้นยังต้องอุทิศเวลาให้ราชการ และรักษาความลับของทางราชการด้วย พร้อมคาดโทษว่าถ้าทำผิด จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยขั้นร้ายแรง

ประเด็นที่ "บิ๊กโจ๊ก" โดน คงเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้ นอกจากสิ่งที่ออกมาขับเคลื่อนเขย่าเก้าอี้ ผบ.ตร.ก่อนหน้านี้ โดยเปิดตัวจากเหตุการณ์ถูกยิงรถ ซึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการจัดฉากยิงรถตัวเองด้วย

เป็นที่ทราบกันดีกว่า "บิ๊กโจ๊ก" ต้องการหวนคืนกรมปทุมวัน กลับมาสวมเครื่องแบบตำรวจอีกครั้ง เจ้าตัวเคยคุยนอกรอบกับสื่อว่า นี่คือสงครามครั้งสุดท้าย แต่เมื่อถึงนาทีนี้ คงต้องบอกว่า สงครามทำท่าจะจบแล้ว และ "บิ๊กโจ๊ก" น่าจะเป็นฝ่ายที่ต้องพลาดท่าเสียที และหลุดจากวงจรตำรวจแทบจะถาวร

ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ สถานะของ "บิ๊กแป๊ะ - จักรทิพย์" คนถูกเขย่าเก้าอี้ แต่ปรากฏว่าขาเก้าอี้ยังแข็ง แถมกำลังภายในก็ "แรงดีไม่มีตก" งานนี้คาดว่ายังเป็น ผบ.ตร.ต่อได้แบบชิลล์ๆ ถึงเกษียณ และสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำองค์กรตำรวจที่อยู่ยาวนานถึง 5 ปี โดยมี "นายกฯตู่" พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแบ็คอยู่เบื้องหลังนั่นเอง

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์