ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564

เอกชนอ้าแขนรับไม้ยูคาลิปตันนำร่องหลักประกันธุรกิจ

33 0
เอกชนอ้าแขนรับไม้ยูคาลิปตันนำร่องหลักประกันธุรกิจ

เกษตรกรผู้ปลูกไม้ยูคาลิปตัสเตรียมเฮ หลังความเห็นหลายฝ่ายแนะให้ใช้เป็นไม้ยืนต้นนำร่องในการนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ภาคเอกชนพร้อมอ้าแขนรับเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ราคาค่อนข้างคงที่-เพิ่มขึ้น ขณะที่สถาบันการเงินผลตอบรับเป็นบวก

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้มอบหมายให้เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจโดยกรมฯ ได้เชิญผู้แทนจากสถาบันการเงิน ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทยธ.กรุงศรีอยุธยา ธ.ทหารไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.ธนชาตและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมป่าไม้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สมาคมธุรกิจไม้โตเร็ว สมาคมการค้า ชีวมวลไทย บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัดบริษัท ยูคาลิปตัสเทคโนโลยี จำกัด และนักวิชาการป่าไม้เอกชนโดยการประชุมเน้นที่การหารือแนวทางการส่งเสริมการนำไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจปัญหา-อุปสรรคในการให้สินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ "ทุกหน่วยงานเห็นพ้องกันในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นที่มีค่าทางเศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือที่ดินที่รัฐอนุญาตให้ใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่ประเทศ และเพื่อการออมในอนาคตรวมถึงเห็นควรปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรให้มีความเป็นผู้ประกอบการมากขึ้นเพื่อขยายฐานอาชีพและปรับรูปแบบการประกอบอาชีพให้มีความมั่นคงเนื่องจากการที่สถาบันการเงินจะปล่อยสินเชื่อให้แก่เกษตรกรโดยใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจนั้นสถาบันการเงินจะพิจารณาจากวัตถุประสงค์การกู้เงิน และความสามารถในการชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นหลักส่วนหลักทรัพย์ที่นำมาใช้เป็นหลักประกันจะเป็นส่วนประกอบรองลงมา ดังนั้นการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรมีความเป็นผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการชำระเงินกู้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งและเป็นการเพิ่มโอกาสให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติเงินกู้ได้สะดวกขึ้นด้วยเช่นกัน" ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นควรเลือกไม้ยูคาลิปตัสเป็นไม้ยืนต้นนำร่องในการนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ เนื่องจากเป็นไม้ยืนต้นประเภทไม้โตเร็วที่มีรอบตัดฟันสั้นมีระยะเวลาการตัด 3-5 ปีและเป็นที่ต้องการของตลาดไม้ทั้งในและต่างประเทศสูง ราคาซื้อขายค่อนข้างคงที่รวมถึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเมื่อตัดมาเพื่อใช้งานแล้วต้นสามารถแตกหน่อและเติบโตได้ถึง3 ครั้งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการหาพันธุ์มาเพาะปลูก"อย่างไรก็ตาม ปัญหา/อุปสรรคที่เกิดขึ้นคือ เกษตรกรที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัสใน 5 ปีแรกจะยังไม่มีรายได้(รอบตัดฟันประมาณ 5 ปี)หากสถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่เกษตรกรเหล่านี้ได้จะสามารถช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งการที่สถาบันการเงินรับต้นไม้ (ยูคาลิปตัส)เป็นหลักประกันจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกไม้ยูคาลิปตัสเป็นอย่างมาก" ทั้งนี้ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด(ธุรกิจในเอสซีจีแพคเกจจิ้ง) ซึ่งเป็นบริษัทฯ ที่ผลิตสินค้าเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ (Packaging)ได้แก่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (Packaging Business Chain) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มาจากต้นไม้ (Fibrous Business Chain) ยินดีคัดกรองเกษตรกรผู้ปลูกไม้ยูคาลิปตัสให้กับสถาบันการเงินในกรณีที่นำต้นยูคาลิปตัสมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจเบื้องต้นขอนำร่องกับกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้ทำสัญญาซื้อ-ขายกับทางบริษัทฯ ก่อนเนื่องจากมีตัวตนที่ชัดเจนและมีไม้ยูลาลิปตัสที่ปลูกอยู่แล้วทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ การติดตาม และง่ายต่อการนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจปัจจุบันมีเกษตรกรที่เป็นคู่สัญญากับบริษัทฯ ประมาณ 1แสนราย แบ่งเป็นรายใหญ่ (ปลูกไม้ยูคาลิปตัส ตั้งแต่ 20ไร่ขึ้นไป) ประมาณ 3 หมื่นราย และรายย่อย (ปลูกไม้ยูคาลิปตัสน้อยกว่า 20 ไร่) ประมาณ 7หมื่นรายซึ่งหากการดำเนินการดังกล่าวประสบความสำเร็จด้วยดีคาดว่าสถาบันการเงินก็พร้อมจะรับไม้ยูคาลิปตัสเป็นหลักประกันทางธุรกิจเองหรือขยายไปยังผู้ประกอบการอื่นที่มีการใช้ประโยชน์จากไม้ยูคาลิปตัสต่อไป "เบื้องต้นผู้แทนสถาบันการเงินเห็นด้วยกับความเห็นของบริษัทฯแต่เนื่องจากสถาบันการเงินอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จึงต้องนำข้อเสนอนี้ไปหารือในรายละเอียดก่อน ทั้งนี้ กรมฯตั้งเป้าว่าสถาบันการเงินพร้อมที่จะรับไม้ยูคาลิปตัสเป็นหลักประกันทางธุรกิจประมาณต้นปีพ.ศ.2563อย่างไรก็ตามคงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถาบันการเงินเป็นหลักด้วยเช่นกัน"

ปัจจุบัน (4 กรกฎาคม2559-30 ตุลาคม 2562) มีผู้มาขอจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้วจำนวน 457,140 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันรวมทั้งสิ้น 7,236,268 ล้านบาทโดยสิทธิเรียกร้องประเภทบัญชีเงินฝากธนาคารยังคงเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 51.82 (มูลค่า3,749,943 ล้านบาท)รองลงมา คือ สิทธิเรียกร้องประเภทลูกหนี้การค้า สัญญาจ้าง สัญญาเช่า สัญญาซื้อขายคิดเป็นร้อยละ 26.54 (มูลค่า 1,920,280 ล้านบาท)สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักรรถยนต์ เรือ ช้าง คิดเป็นร้อยละ 21.60 (มูลค่า 1,563,257 ล้านบาท)ทรัพย์สินทางปัญญา คิดเป็นร้อยละ 0.03 (มูลค่า 1,985 ล้านบาท)กิจการ คิดเป็นร้อยละ 0.01 (มูลค่า 536 ล้านบาท)อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 0.002 (มูลค่า138 ล้านบาท) และไม้ยืนต้น คิดเป็นร้อยละ 0.002(มูลค่า 129 ล้านบาท)โดยมีผู้รับหลักประกันรับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 35 สัญญาเป็นไม้ประเภทสัก ยาง ยางพารา และยูคาลิปตัส จำนวน 78,105 ต้นส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ประจวบคีรีขันธ์ และศรีสะเกษ


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์