ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562.

เพจดังเเชร์! ตดคือภาวะโลกร้อน

848 51
เพจดังเเชร์! ตดคือภาวะโลกร้อน

เพจดังเเชร์ตดเป็นภาวะโลกร้อนโดยระบุว่า "ตดเป็นสาเหตุของโลกร้อนต้องเข้าใจเบสิคก่อนว่าโลกร้อนคือภาวะที่ ก๊าซกลุ่มที่เรียกว่า "ก๊าซเรือนกระจก" เพิ่มปริมาณในชั้นบรรยากาศ และก๊าซกลุ่มนี้ก็ส่งผลกันไม่ให้ความร้อนจากโลกแผ่ออกไปนอกบรรยากาศ" เล่นเอาบรรดาโลกโซเชียลเข้ามาคอมเมนต์เเชร์กันเพียบ

จากเพจชื่อดังที่มีชื่อว่าBrandThink ได้โพสต์ถึงเรื่อง "ตดเป็นภาวะโลกร้อน" ยังบอกอีกว่า ตดเป็นก๊าซที่เรารู้จักกันดีอย่าง โอโซน คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน เป็นต้น ซึ่งทุกวันนี้ เวลาพูดถึงการลดภาวะโลกร้อน เขาจะเน้นการคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศกันเป็นหลัก แต่มีเทนเป็นสิ่งที่คนสนใจน้อยกว่า ทั้ง ๆ ที่เป็นก๊าซที่ส่งผลร้ายแรงต่อภาวะเรือนกระจกมากกว่าเพราะมันย่อยสลายยากกว่า

โดยเพจดังได้ระบุถึงเรื่อง ตด เป็นภาวะโรคร้อนไว้ว่า..."ตด" คือสาเหตุของภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นตดของวัวหรือตดของคุณ

ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกในปัจจุบัน ซึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนจำนวนมากขึ้น ๆ ในโลกเริ่มเห็นปัญหาจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะอากาศที่ร้อนขึ้นแบบรู้สึกได้ทุกปี หรือน้ำที่ท่วมหนักขึ้นทุกปี หรือภาวะอากาศผิดปกติต่าง ๆ สารพัด นี่ทำให้มนุษย์เริ่มร่วมกันหาทางแก้ไขมากมาย

แต่ที่เป็นอยู่ มนุษย์ก็ไปเน้นแก้ในบางด้านเท่านั้น เช่น เรื่อง "พลังงานสะอาด" แต่จริง ๆ มันก็มีอีกหลาย ๆ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโลกร้อน ซึ่งทาง Bill Gates ที่ตอนนี้รณรงค์เรื่องโลกร้อนอยู่ได้กล่าวไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ 2019 ว่า มี 2 เรื่องที่เป็นปัจจัยโลกร้อนซึ่งคนไม่ค่อยพูดถึงกันเลย มันคือเรื่องการก่อสร้างและปศุสัตว์

...ในที่นี้เราจะมาพูดเรื่องหลัง เพราะนี่คิดเป็นปัจจัยที่สร้างก๊าซเรือนกระจกถึงราว ๆ 1 ใน 5 ที่สร้างกันมาแต่ละปีตอนนี้ทีเดียว แต่คนก็ไม่ไปแตะมันเท่าไร

...เคยได้ยินมั้ยครับว่า "ตด" ของวัวนี่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน? ซึ่งอาจฟังดูตลก แต่ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ และทุกวันนี้มันก็ซีเรียสด้วย

แต่ก่อนจะไปว่าวัวแต่ฝ่ายเดียว เราลองมาดูตัวเองก่อนครับ เพราะเอาจริง ๆ "ตด" ของมนุษย์ ก็เป็นสาเหตุของโลกร้อนเช่นกันนะครับ แค่มันเป็นปัญหาน้อยกว่าวัวมาก

ทำไม "ตด" ถึงเป็นสาเหตุของโลกร้อน? อันนี้ต้องเข้าใจเบสิคก่อนว่าโลกร้อนคือภาวะที่ ก๊าซกลุ่มที่เรียกว่า "ก๊าซเรือนกระจก" เพิ่มปริมาณในชั้นบรรยากาศ และก๊าซกลุ่มนี้ก็ส่งผลกันไม่ให้ความร้อนจากโลกแผ่ออกไปนอกบรรยากาศ ซึ่งจริง ๆ ต้องมีอยู่แล้ว เพราะสิ่งมีชีวิตในโลกต้องการความอบอุ่น แต่มันมีมากเกินไปโลกเลยร้อนขึ้นเกินความจำเป็นระดับที่ร้อนเกินไปจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งหมด ภาวะแบบนี้คล้ายเรือนกระจก เขาเลยเรียกว่าก๊าซเรือนกระจก (อันนี้อธิบายแบบหยาบ ๆ เลยนะครับ)

ก๊าซกลุ่มนี้ไม่ใช่ก๊าซประหลาดอะไรเลย มันเป็นก๊าซที่เรารู้จักกันดีอย่าง โอโซน คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน เป็นต้น ซึ่งทุกวันนี้ เวลาพูดถึงการลดภาวะโลกร้อน เขาจะเน้นการคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศกันเป็นหลัก แต่มีเทนเป็นสิ่งที่คนสนใจน้อยกว่า ทั้ง ๆ ที่เป็นก๊าซที่ส่งผลร้ายแรงต่อภาวะเรือนกระจกมากกว่าเพราะมันย่อยสลายยากกว่า

ทีนี้มันเกี่ยวอะไรกับ "ตด" ? คำตอบคือเกี่ยวเพราะสิ่งมีชีวิตที่กินพืชนั้นมักจะตดออกมาโดยมีก๊าซมีเทน เป็นส่วนประกอบ และยิ่งกินพืชที่มีไฟเบอร์สูง ก็ยิ่งตดออกมาเป็นมีเทน

เขาเคยเอาคนมาทดลองให้อยู่ในพื้นที่ปิด แล้วรวบรวมตด มาดูว่ามนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาแค่ไหน ซึ่งที่เขาคำนวณกัน เขาก็พบว่า ถึงรวมตดของมนุษย์ทั่วโลกแล้ว ปี ๆ หนึ่งมนุษย์ก็ปล่อยก๊าซมีเทนออกมาน้อยมาก แบบถือว่าไม่ต้องเอามาคิดในสเกลการแก้ปัญหาโลกร้อนเลย เพราะมันไม่ได้มีนัยยะสำคัญ (ยังไม่ต้องนับว่าถึงเอามาคิดก็ห้ามคนตดไม่ได้) แต่ความเป็นจริงคือตดของมนุษย์นั้นมีทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนจริง ๆ ไม่ได้ต่างจากวัว แค่มีน้อย

ใช่ครับ ความต่างคือปริมาณ เพราะวัวตัวหนึ่งตัวจะปล่อยมีเทนต่อปีออกมาออกมาสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าคนหนึ่งคนประมาณ 500 - 1,000 เท่า

...แต่ก็อย่าด่วนคิดว่านี่มาจาก "ตด" ของวัวเท่านั้นอย่างที่เคยได้ยิน เพราะความเป็นจริง แต่การ "เรอ" ของวัวก็ส่งผลเช่นกัน เพราะนักวิทยาศาสตร์ก็พบอีกว่าเวลาวัวกินหญ้า มั้นจะมีการคายออกมาแล้วเคี้ยวไปใหม่ จังหวะการคายนี้ มันก็มีก๊าซมีเทนออกมาจำนวนมากไม่ได้ต่างจากการตด

ซึ่งการที่วัวเป็นสัตว์ที่ปล่อยก๊าซมีเทนเยอะขนาดนี้ก็เพราะธรรมชาติมันต้องกินหญ้า อันเป็นพืชที่ไฟเบอร์สูงสุด ๆ ซึ่งก็เป็นดังที่ได้เล่ามา ยิ่งกินอะไรไฟเบอร์สูง มันก็จะยิ่งตดออกมาเป็นก๊าซเรือนกระจกระดับร้ายแรงอย่างมีเทน

ผลที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มันเลยทำให้เนื้อวัวกลายเป็นเป้าโจมตีที่ใหญ่มาก ๆ ของขบวนการต่อต้านโลกร้อน เพราะหลักฐานมันชัดเจนอยู่แล้วว่าทุกวันนี้ที่โลกมีวัวเยอะขนาดนี้ ก็เพราะมนุษย์เลี้ยงไว้เป็นอาหาร ดังนั้นในแง่นี้การลดการกินเนื้อวัวถ้าทำได้ทั้งระบบ มันก็จะช่วยภาวะโลกร้อนพอสมควร

ทีนี้อาจมีคำถามว่าแล้วสัตว์อื่น ๆ ล่ะไม่ได้มีปัญหาแบบวัวเหรอ? คำตอบคือ ถ้าเทียบวัวกับหมู เราจะพบว่าหมูถึงราว ๆ 40 ตัวถึงจะ "ตด" ออกมาเป็นก๊าซมีเทนเท่ากับวัวไซซ์เล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ดังนั้นก็จึงไม่แปลกที่เขาตั้งเป้าไปที่วัว เพราะมันเป็นสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงเพื่อกินเป็นจำนวนมาก และปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเยอะจริง ๆ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเรื่องของการลด "ตดวัว" เพื่อลดโลกร้อนอย่างจริงจังจะฟังดูตลก ๆ แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ยากมาก ๆ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดของมนุษย์ตลอดประวัติศาสตร์ก็คือ "นิสัยการกิน" กล่าวคือ คนในประเทศที่เจริญแล้ว มักจะมีพฤติกรรมบริโภคเนื้อสัตว์อย่างหนัก และมันยากที่จะทำให้คนเลิกกิน โดยสำหรับประเทศอย่างอเมริกา นี่เป็นข้อถกเถียงระดับชาติทีเดียว เพราะคนอเมริกันชอบกินเนื้อวัวสุด ๆ ซึ่งการที่มีนักการเมืองเสนอเรื่องการพยายามลดการบริโภคเนื้อวัวเพื่อสู้กับภาวะโลกร้อน มันเลยเป็นเรื่องของการคุกคาม "อาหารประจำชาติ" กันไปเลยทีเดียว

ซึ่งถ้านั่นยังไม่แย่พอ ถ้ามาดูระดับโลก เราก็จะพบว่าประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาไปเร็วสุด ๆ แบบจีน ทุกวันนี้ก็เพิ่มการบริโภคเนื้อมากกว่าช่วงก่อนเป็นเท่าทวีคูณไปตามระดับรายได้ของผู้คน และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนไม่น้อยทีเดียวเช่นกัน

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าคนอย่าง Bill Gates จะบอกให้เราคิดถึงปัญหา "ตดวัว" จริงจังหน่อย แน่ในทางปฏิบัติมันยากเย็นแสนเข็ญ เพราะอย่างน้อย ๆ คนที่มีเงินในโลกนี้ก็คงจะยินดีเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าที่จะเลิกกินเนื้อวัว

โดยมีชาวโซเชียลเข้ามาคอมเมนต์ถึงเรื่องนี้ว่า....

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์