ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564

"ณัฏฐพล" กับจังหวะการเมือง ก้าวต่อไปของ"พปชร."

126 6
ณัฏฐพล กับจังหวะการเมือง ก้าวต่อไปของพปชร.

"พลังประชารัฐ"ในวันนี้คือพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ทำงานมาแล้วสามเดือน แต่หลายวันที่ผ่านมาพบว่าพรรคนี้เสมือนมีความขัดแย้งอยู่เป็นระยะ แม้ยามนี้จะบรรเทาลงไปบ้างแต่หลายเรื่องราวยังมีความไม่ชัดเจนหากเทียบกับพรรคอื่นๆ

รมว.ศึกษาธิการ "ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ" และยังทำหน้าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แสดงความเห็นเกี่ยวกับจังหวะทางการเมืองของพรรคไว้ที่นี่

สามเดือนที่ทำงานมา บางคนบอกว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีผลงานมากกว่าพรรคพลังประชารัฐ?

"ผมมองภาพรวมว่าการทำงานทุกอย่างของรัฐบาลขยับตามตารางภารกิจ ผลงานของรัฐมนตรีที่พรรคไปดูแลในกระทรวงที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายก็ขยับตามตารางเวลารวมทั้งภารกิจเร่งด่วน ภารกิจของผมที่กระทรวงศึกษาธิการก็เร่งทำหน้าที่และได้รับความร่วมมือจากบุคลากรในกระทรวง การปฏิรูปการศึกษาต้องอาศัยทุกฝ่ายดำเนินการเพราะเป็นวาระแห่งชาติ มันต้องอาศัยการปรับความคิดและร่วมมือกัน แม้จะเห็นผลช้า แต่หากมั่นคงและยืนระยะยาว ผมพอใจแบบนี้นะแม้จะโดนสังคมมองว่าเป็นรมต.โลกลืมเพราะอย่าลืมว่า ผลกำไรทางการศึกษาคือเยาวชนและประเทศในวันข้างหน้า"

ภารกิจเเละเป้าหมายสามเดือนเเรกทำสิ่งใดไปบ้าง?

"ผมอยากให้ผู้บริหารเเละบุคลากรในกระทรวงทำงานเป็นหนึ่งเดียวเเม้สายงานในกระทรวงจะเเบ่งเป็นเเท่งภารกิจ เเต่ทุกอย่างควรรวมศูนย์ทั้งงบประมาณเเละเเนวคิดทางการศึกษาตอนนี้บุคลากรในกระทรวงเข้าใจบริบทของงานที่ผมมอบให้

ผมเเจ้งไปว่าทุกตำเเหน่งในกระทรวงมีความสำคัญ หากทุกคนพูดคุยกันก็ใข้ประโยชน์จากทุกตำเเหน่งในการทำงานได้ ตนเน้นการสี้างกำลังใจในการทำงาน การเเต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ล่าสุดผมเชิญมาหารือทุกคน นอกจากดูความรู้ความสามารถเเล้วผมยังมองการทำงานเป็นทีม เพราะระดับ11มีสามคนเเต่ต้องร่วมงานกับอีก20คนเศษที่พลาดหวัง มันต้องทำงานด้วยกันได้ในวันนี้เเละวันหน้า

คนเดียวจะเก่งกว่าทำงานกับทีมที่เก่งด้วยกันได้เช่นใด หากไม่ช่วยกันเป็นทีม ทำงานยากเพราะเราคือองค์กรใหญ่นะ ทุกคนต้องร่วมมือกันผลักดัน เเละเมื่อรับหน้าที่ผมพบว่ามีการฟ้องร้องกันหลายคดีในกระทรวง ผมอยากให้มองข้ามความขัดเเย้งนี้ อยากให้คุยกันเเละจบ

ครูนั้น ตอนนี้พบว่ากำลังใจเรื่องหนี้ ,วิทยะฐานะ ,สวัสดิการ ส่งผลให้เสียขวัญในการทำงานตรงนี้ตนจะทำให้ครูในฐานะสายปฏิบัติมีกำลังใจในการทำงานโดยกำลังวางมาตรการที่ใช้ได้ในระยะยาวเเละเป็นรูปธรรม ครูทำหน้าที่สอนเเละหาความรู้เพิ่มมาให้นักเรียน ไม่ใช่หวังมาขยับวุฒิขึ้นฝ่ายบริหาร เเละฝ่ายบริหารนั้นก็ต้องมีการประเมินหลายด้านก่อนรับหน้าที่ ผมจะประเมินข้อหนึ่งว่าหากใครที่ประสงค์รับหน้าที่ฝ่ายบริหาร จะมองการบริหารหนี้สินส่วนตัวเป็นเช่นใด หากบริหารหนี้ส่วนตัวได้ดีก็มีโอกาส เพราะหนี้นั้นเป็นหนึ่งในเหตุการทุจริต หากไม่มีหนึ้ โอกาสทุจริตก็เเทบไม่มี

การวางเเนวการปฏิรูปการเรียนการสอน ครูต้องมีความรู้พื้นฐานเเละความรู้เพิ่มเติม เช่นภาษาอังกฤษขั้นมาตรฐาน วันนี้โลกออนไลน์มีความรู้ใหม่ๆเยอะเเละใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ครูหากเพิ่มตรงนี้ได้ก็นับเป็นการชี้วัดวิทยะฐานะด้วย เเละเน้นการสอนภาษาท่ีสองให้นักเรียน เช่นอังกฤษเเละภาษาอื่นๆรองรับไป เพื่อพัฒนาครู/นักเรียนร่วมกัน

ด้านนักศึกษาอาชีวะก็เช่นกัน ต้องวางฐานด้านภาษา ทักษะอาชีพใหม่ในยุค4.0ให้พวกเขาพร้อมรับอาชีพใหม่กับอุตสาหกรรมใหม่ในวันนี้

ผมหวังจะขับเคลื่อน"ครูนอกห้องเรียน"คือ จะเน้นว่านักเรียนเเต่ละคนถนัดเเละเก่งด้านใดจะได้ส่งเสริมให้นักเรียนไปถูกทางกับการเรียนเพื่อไปสู่ตลาดเเรงงานคือหาจุดเเข็งนักเรียนให้เจอ นักเรัยนจะมีความสุขกับการเรียนที่ตรงทักษะตัวเอง หลักสูตรของกระทรวงต้องยืดหยุ่นตามภาวะของโลกในเเต่ละช่วงเวลา ตรงนี้หารือกับกระทรวงอุดมศึกษาฯเเล้วว่า อยากได้นักศึกษาใหม่ที่มีทักษะใดบ้าง กระทรวงจะได้สร้างคนของชาติให้ตรงกัน

แผนงานน่าจะส่งผลช้า อาจจะโดนบางฝ่ายมองว่าไม่มีผลงานเเละเป็นรมต.โลกลืม?

"งานในกระทรวงเเม้จะมีผลงานออกมาช้า เเต่ตนมองว่าฐานต้องมั่นคงก่อน เพราะการศึกษาคือวาระเเห่งชาติที่นายกรัฐมนตรีเเละหลายฝ่ายต้องการขับเคลื่อน ตรงนี้ต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรมยั่งยืนเเละทุกฝ่ายร่วมมือ

งบประมาณบางด้านของกระทรวง ผมเน้นให้ใช้อย่างคุ้มค่า เช่น งานสัมนา ตอนนี้ระบบออนไลน์ใช้ได้อย่างน้อยร้อยละ90ของประเทศ ประชุมสัมนาทางนี้ก็ได้ ไม่ต้องเดืนทางข้ามจังหวัดมาสัมนา หรือถ่ายทอดความรู้ใหม่ๆที่คนของกระทรวงคิดค้นได้ด้วยช่องทางระบบนี้ มันก็ประหยัดเเละทุกคนได้รับความรู้ใหม่ๆทั่วถึง

"บิ๊ก ดาต้า"ของกระทรวงที่จะใช้ทางระบบออนไลน์จะเชื่อมทุกหน่วยของกระทรวงไว้ด้วยกัน เพื่อใช้ผลงานทางวิชาการเเละทฤษฎีต่างๆที่คนของกระทรวงทำไว้มาเเบ่งปันกันเพื่อสร้างระบบการศึกษาไทยให้เข้มเเข็งเพราะสิ่งดีๆมีเยอะมาก ในกระทรวงเเละมีประโยชน์กับการปฏิรูปการศึกษาให้เข้ายุคไทยเเลนด์4.0ตรงนี้ระบบออนไลน์ที่เราเชื่อมไว้เเละจะเชื่อมเพิ่ม เราจะใช้มันให้เต็มที่

ตัวอย่างนะ ระบบออนไลน์ของกระทรวงเเละสถานศึกษาทั่วประเทศที่เชื่อมต่อไว้ เราจะได้รู้สถานการณ์ของเเต่ละสถานศึกษา เช่น 09.00น.ของวันที่มีการเรียน ให้เเจ้งยอดนักเรียน/นักศึกษาที่มาเเละขาดเรียนเลย จะได้รู้สาเหตุ หรือหากเกิดเหตุด่วนใดๆก็เเจ้งมาในระบบที่กระทรวงทันที ไม่ต้องรอรายงานหลายวันว่าเกืดอะไรชึ้น?

หริอเเม้เเต่การจัดงานอีเว้นท์พบว่า พื้นที่ของสถานศึกษามีเยอะ นักเรียน/นักศึกษาที่สนใจการเรียนอาชีพนี้ก็มีเยอะ เราควรใช้พวกเขามาทดลองทำจริงคือใช้คนเเละสถานที่ของเราเอง เช่าซื้อเเต่สิ่งที่จำเป็น เเบบนี้ประหยัดงบเเละสร้างคนของเราให้ทำจริง รู้อุปสรรคจริงก่อนไปประกอบอาชีพเเบบนี้ได้ประโยชน์กว่า

อาหารเช้าเเละอาหารกลางวันนักเรียนนั้น มีการพูดกันเยอะ ผมย้ำเเล้วว่าพร้อมดำเนินการเเต่ต้องดูพื้นที่ที่ต้องการเเละงบประมาณ เพราะเพิ่ม10บาท/คน/มื้อ งบจะใช้เพิ่มมื้อละ8,000ล้านบาท /ปี เราจะใช้งบจากไหน เเม้เเต่คอมพิวเตอร์หรือเเทบเล็ตใช้ในการเรียน ผมยังอยากให้มีหนึ่งเครื่อง/คนเลย เเต่วันนี้ยังทำเเบบนี้ไม่ได้ ต้องหารือกับทุกฝ่าย เเละงบของกระทรวงบางรายการที่ไม่จำเป็นเช่นดูงานต่างประเทศ หากลดลงเเล้วนำไปใช้ด้านอื่นที่เหมาะกว่าเเล้วรอดูผล เรื่องเเบบนี้กำลังดำเนินการ"

กระทรวงมีปัญหาทุจริตอันดับต้นๆเช่น การไปดูงาน,อาหารกลางวันจะเเก้อย่างไร?

"ย้ำไปเเล้วกับผู้บริหารกระทรวงให้เเจ้งผอ.สถานศึกษาว่า ผอ.คือเจ้าของบ้านจะปล่อยให้มีการทุจริตในบ้านของตัวเองได้เช่นใด ต้องรับผิดชอบ "

กระทรวงนี้หลายคนบอกว่าเป็นกระทรวงปราบเซียน?

"ผมหวังจะร่วมงานกับเซียนที่นี่ เพราะผมไม่ใช่เซียน หวังว่าคนในกระทรวงจะเข้าใจกันเเละเข้าใจเเนวทำงานของผม นำนโยบายรัฐบาลมาปรับกับความรู้ของเซียนที่นี่ เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาหากวางฐานเเน่น เเม้ผลงานออกช้า ผมโอเคนะ

ดัชนีชี้วัดผลงานที่ผมจะประเมินตัวเองเบื้องต้นคือเอกภาพในกระทรวง หากจุดนี้เริ่มได้ ปัญหาในกระทรวงจะลดลง การทำงานร่วมกันเดินหน้าทั้งระบบการศึกษา ระบบไอที การพัฒนาครู การส่งเสริมนักเรียน การลดความเหลื่อมล้ำ การลดการทุจริต สามเดือนที่มาทำงานตรงนี้จะพลิกอะไรในคราวเดียวคงไม่ง่าย

การบ้านของผมคือ 1.สร้างนักเรียนสายอาขีวะเเละสามัญให้พรัอมในตอนนี้ด้วยการฉีดยาเเรงคือความรู้ด้านไอทีเเละภาษา รวมทั้งความรู้นอกห้องเรียน ตรงนี้ต้องเร่งเลย 2.อนุบาลเเละประถม ต้องปูพื้นฐานให้เเน่น โดยจะร่วมมือกับโรงเรียนเอกชนเเละรัฐให้ทำหลักสูตรร่วมกัน 3.ส่งครูเก่งๆไปโรงเรียนไกลๆเพื่อไปสร้างเยาวชนให้เข้มเเข็ง ลดเหลื่อมล้ำ โดยจะดูเเลครูที่ไปทำหน้าที่นี้ 4.ใช้ระบบไอทีเชื่อมความรู้เเละถ่ายทอดให้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ตรงนี้จะนำไปสู่ไทยเเลนด์4.0ได้ เเละลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โรงเรียนเล็กๆก็จะมีมาตรฐานขั้นต้นเหมือนโรงเรียนใหญ่ๆเท่ากัน"

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามาทำหน้าที่ประธานยุทธศาสตร์พรรคมาระยะหนึ่งแล้ว แนวทางของพรรคจะออกมาแบบใด?

"พลเอกประวิตรมาวางแนวทางการบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อความเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น ตอนนี้เดินหน้าด้วยดีและมีความชัดเจนเพราะพลเอกประวิตรอยากให้พรรคเดินหน้าด้วยความมั่นคงและสังคมตอบรับ ตอนนี้ลงตัวในหลายด้านแล้ว และยังพบว่าคนการเมืองหลายภาคส่วนสนใจมาร่วมงานกับเราทิศทางแบบนี้แสดงว่าพรรคได้รับการยอมรับจากคนการเมืองมากขึ้นและเป็นนิมิตที่ดี"

เร็วๆนี้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น (ผู้ว่าฯกทม.และนายกอบจ.) พรรคมีความพร้อมเพียงใด?

"เลือกตั้งท้องถิ่นแม้ตอนนี้ยังไม่ชัดนัก แต่ขออธิบายเป็นสองเรื่อง เรื่องแรกสนามกทม.นั้น ยอมรับว่าเป็นสนามใหญ่ พรรคให้ความสำคัญ พรรคมีส.ส.กทม.สิบสองคนจากสามสิบคนในห้าสิบเขต พรรคมีส.ส.อันดับหนึ่งในพื้นที่นี้แสดงว่าชาวกทม.ยอมรับพรรคในสนามเลือกตั้ง แต่ต้องทำงานต่อ เพราะกทม.คือเมืองหลวงที่ต้องเชื่อมโยงการทำงานกับรัฐบาลหลายด้าน และมีหลายบริบทที่ต้องพิจารณา

ดังนั้นแม้บางคนจะทยอยเปิดตัวลงสมัครไปแล้ว แต่พรรคได้เชิญบุคคลที่มีความเหมาะสมมาหารือและพิจารณา เพราะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้เชื่อมโยงกับเลือกตั้งส.ก.ด้วย ตรงนี้ต้องทำงานกันเป็นทีมที่รู้ปัญหาภาพรวมของกทม.

แปลว่าผู้ว่าฯกทม.ต้องมีทีมงาน(รองผู้ว่าฯกทม.และส.ก.)ตรงนี้ต้องพิจารณาคนที่เหมาะสมกับห้าสิบเขตจริงๆหากไม่พร้อมเปิดตัวออกไปจะโดนตำหนิ ส่วนตัวนั้น อยากให้พรรคส่งคนและทีมงานลงแข่งขัน เพราะเชื่อมั่นและหวังว่าชาวกทม.จะพิจารณาและตอบรับ

เรื่องที่สอง เลือกตั้งนายกอบจ.ยืนยันว่าพรรคจะส่งแน่นอน โดยพิจารณาบุคคลที่ท้องถิ่นยอมรับทั้งอดีตนักการเมืองและคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสานต่อนโยบายและสร้างฐานเสียงใหม่ๆของพรรคในจังหวัดนั้นๆ พรรคจะหนุนคนที่พร้อมขับเคลื่อนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพราะตอนนี้รัฐบาลประกาศแล้วว่า เราต้องพัฒนาบ้านเมืองให้เข้ากับยุคไทยแลนด์4.0 ตรงนี้ท้องถิ่นมีความสำคัญที่จะทำงานร่วมกับแนวทางรัฐบาลหลายด้าน ระบบไอทีและออนไลน์มีความสำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองแทบทุกระดับ คนที่อาสาทำงานท้องถิ่นร่วมกับพรรคต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้ว่าจะทำอย่างไร"

กระแสข่าวว่าไปจับมือพรรคประชาธิปัตย์ว่า หากพรรคใดส่ง อีกพรรคหนึ่งจะหลีกทางให้เพราะฐานเสียงของสองพรรคใกล้เคียงกัน เพราะหากส่งทั้งสองพรรคคะแนนจะตัดกันเองและแพ้ขั้วตรงข้าม (พรรคเพื่อไทย,อนาคตใหม่,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ที่ลงสมัครอิสระ)?

"เรื่องหารือกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ขอไม่ตอบ เพราะไม่เคยคุยในเรื่องนี้ ตอนนี้พรรคเปิดโอกาสให้ทุกคนที่สนใจแนวทางทำงานของพรรคแสดงตัวและวิสัยทัศน์ในการทำงานเข้ามา รวมทั้งรับฟังความเห็นของชาวกทม.และสมาชิกพรรคว่าอยากพัฒนากทม.ในแนวทางใดและใครเหมาะสมเป็นตัวแทนพรรคลงแข่งขัน เพราะเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคให้เกียรติคนกทม.เนื่องจากจะต้องไปทำงานให้คนกทม.สี่ปี พรรคต้องรับฟังและเลือกบุคคลที่ชาวกทม.ต้องการให้มาทำงานตรงนี้ ไม่อยากให้เกิดกระแสการหาเสียงแล้วสร้างปัญหาให้ชาวกทม. คนที่พรรคเลือกลงสมัครนั้นต้องทำงานได้ ไม่ใช่มีแค่ภาพลักษณ์ดีอย่างเดียว"

แปลว่ายังไม่ตัดสินใจว่าจะส่งหรือไม่ส่ง?

"ส่วนตัวอยากส่ง เเต่ควรรอมติกรรมการบริหารพรรค เพราะตอนนี้กำลังพิจารณาผู้สมัครและทีมงานทั้งระบบในขั้นต้น"เร็วๆนี้จะเปิดประชุมรัฐสภา พรรคฝ่ายค้านแสดงออกชัดแล้วว่าจะเสนอการแก้รัฐธรรมนูญ?

"เรื่องนี้จะมีการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ควรรอบทสรุปนั้นจากกมธ.วิสามัญดีกว่าว่าจะเอาอย่างไร

ส่วนตัวมองว่าวันนี้บ้านเมืองควรเร่งทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นภารกิจแรก เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นทั้งโลกและไทยได้รับผลกระทบ และเสียงสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญคือต้นเหตุหนึ่งของปัญหาเศรษฐกิจ และหากจะหลุดจากปัญหาได้ต้องแก้รัฐธรรมนูญนั้น ตรงนี้เป็นมุมมองของนักการเมืองบางคนมากกว่า ส่วนตัวยังไม่ได้ยินประชาชนส่วนใหญ่บอกว่าเศรษฐกิจมีปัญหาเพราะรัฐธรรมนูญ มีแต่เสียงสะท้อนว่ารัฐบาลควรเร่งทำงาน

อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมาแล้ว หากจะแก้ไขมันมีหลายขั้นตอนและต้องประชามติอีกครั้ง ส่วนตัวไม่ได้ขัดขวางหากสังคมส่วนใหญ่เห็นชอบว่าควรแก้ไข"

สมัยประชุมนี้ ฝ่ายค้านยืนยันแล้วว่ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครม. ภาวะเสียงปริ่มน้ำแบบนี้จะทำเช่นใด?

"เสียงปริ่มน้ำที่หลายคนกังวล ผมมองว่ามันคือจุดแข็งที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องร่วมมือและอย่าหนีการประชุมรัฐสภา ผลมันเห็นแล้วในการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณวาระแรก แม้เสียงปริ่มน้ำแต่มีความพร้อมและมั่นคง มั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีวินัยและเข้าใจแนวทางการทำงาน ผมไม่กังวลเรื่องรัฐบาลจะเสียงแตกนะ เพราะเชื่อว่าไม่เกิดขึ้น"


เรื่องโดย ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend