ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564

"เพื่อไทย" แจง งดออกเสียง พ.ร.บ. งบ 63 ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย

67 6
เพื่อไทย แจง งดออกเสียง พ.ร.บ. งบ 63 ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย

"พรรคเพื่อไทย" แจง งดออกเสียงพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2563 ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย ชวน ประชาชนจับตานายกฯ ใช้งบกลาง // สับ "บิ๊กป้อม" บอกเรื่องดี ผบ.ทบ.เป็นนายกฯ ถ้าตอบไม่รู้เหมือนเดิมยังดีกว่า

ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย น.ส. สรัสนันท์ อรรณนพพร แถลงข่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถาม ถึงการที่ฝ่ายค้านลงมติงดออกเสียงในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2563 นั้น ว่า การงดออกเสียงไม่ได้แปลว่าเราสนับสนุนให้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวผ่านสภาฯ แต่อยากจะให้รัฐบาล รับคำแนะนำของฝ่ายค้านไปปรับแก้ ส่วนงบกลางที่ถูกตั้งคำถามว่าสูงอย่างมีนัยสำคัญนั้น ตลอดการอภิปรายทั้ง 3 วันที่ผ่านมา เราไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจนจากทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ให้อำนาจนายกฯ โดยตรงในการใช้งบนี้ รวมถึงไม่สามารถตรวจสอบการใช้จ่ายได้อีกด้วย ดังนั้น อยากเชิญชวนให้ประชาชนทุกภาคส่วน จับตาวิธีใช้งบกลางของนายกฯ ด้วย ขณะที่งบของกระทรวงกลาโหมที่อ้างว่าสูงขึ้นเพราะสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่สงบนั้น ตนมองว่าไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาไฟใต้ เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผิดจุด เหมือนกับงบในด้านเศรษฐกิจที่ไม่ตอบโจทย์ ไม่มียุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน ทั้งนี้ อยากให้รัฐมนตรีเปิดใจรับคำแนะนำไปปฏิบัติ เพื่อแก้ไขให้งบประมาณดำเนินการไปอย่างตรงจุดด้วย

น.ส.สรัสนันท์ บอกอีกว่า สำหรับผลโพลที่ระบุว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาลจัดงบประมาณโดยเน้นไปที่ 1.ด้านสุขภาพ 2.การศึกษา 3.การสร้างงานสร้างรายได้และ 4.ด้านความมั่นคงนั้น แต่สัดส่วนของงบประมาณรัฐบาลกลับเน้นไปที่ 1.งบกลาง 2.กระทรวงศึกษาธิการ และ 3.กระทรวงมหาดไทย ซึ่งตรงข้ามกับความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจน จึงอยากให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ตรงนี้เสียใหม่ ส่วนกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ระบุว่า เป็นเรื่องดีถ้า ผบ.ทบ.เป็นนายกฯ นั้น พล.อ.ประวิตร ไม่ควรจุดประเด็นถกเถียงในสังคม เพราะบรรยากาศการเมืองขณะนี้ค่อนข้างเปราะบาง พล.อ.ประวิตรควรพูดว่าไม่รู้ แบบที่พูดตามปกติจะดีกว่า เพราะมีแต่จะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง อย่างไรก็ตาม หาก ผบ.ทบ.จะเป็นนายกฯ นั้น ก็คงจะมาจากการยึดอำนาจ เพราะหากจะมาตามกลไกจากการเลือกตั้งนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะ ผบ.ทบ.มองคนรุ่นใหม่ว่าเป็นปรปักษ์ และมีทัศนคติที่ไม่ดีกับประชาชน

ด้านรองโฆษกพรรคเพื่อไทย อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด บอกว่า สำหรับผลโพลของประชาชนที่ให้คะแนนฝ่ายค้านในการอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมาว่า ดีกว่าฝ่ายรัฐบาลนั้น เป็นเพราะเราติวแล้วติวอีก มีการซักซ้อมทำความเข้าใจร่วมกัน เชิญผู้เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ จึงได้ผลลัพธ์ที่ดี ต่างจากฝ่ายรัฐบาลที่ไม่ค่อยเห็นข่าวการฝึกอบรม มีแต่ความพยายามแจกกล้วยให้กับลิง ตรงนี้ถือเป็นผลงาน 7 ไม่ของรัฐบาลคือ 1.ไม่เข้าใจกฎหมาย หน้าที่ และบทบาทของส.ส. 2.ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะงบกลาง 3.ไม่มีอะไรใหม่ หลายนโยบายหาเสียงไว้ก็ไม่ได้เอามาปฏิบัติ 4.ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะงบของกระทรวงกลาโหมกว่า 2 แสนล้านบาท 5.ไม่เกิดความเชื่อมั่น เพราะหลายนโยบายไม่ตอบโจทย์และไม่เสริมศักยภาพของประเทศ 6.ไม่เลิกโทษคนอื่น และ 7.ตอบไม่ตรงคำถาม

นายอนุสรณ์ บอกอีกว่า ขณะนี้ยังพบความเคลื่อนไหวผิดปกติอย่างมีนัยยะสำคัญ ของชุดข้อมูลที่สนับสนุนกองทัพและรัฐบาลเพิ่มขึ้น เรียกว่าเป็นไซเบอร์วอร์ ต้องฝากคำถามว่า กองทัพและรัฐบาลนั้นได้ทำกับใคร ใช้งบส่วนใดมาทำ ใช้เจ้าหน้าที่ภาครัฐหรือเอกชนดำเนินการ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลจะต้องตอบให้ชัดเจน และหวังว่าจะไม่มองประชาชนเป็นศัตรู ขณะที่ศูนย์ปราบปรามข่าวปลอม ก็ควรเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับการชี้แจงของนายกฯ นั้น คณะกรรมการที่ติดตามการอภิปรายของพรรคเพื่อไทยได้ประเมินเบื้องต้นสอดคล้องกับหลายโพลที่ออกมาว่า รัฐบาลสอบตก

ด้านรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง บอกถึงเหตุที่รัฐบาลประยุทธ์ กู้หนี้มหาศาล ไม่ใช่เพราะต้องเอาเงินมาใช้หนี้จากโครงการรับจำนำข้าวฯ แต่สาเหตุ ที่แท้จริงที่ทำให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อหนี้อย่างมโหฬาร เป็นเพราะต้องกู้เงินมาชดเชย การขาดดุลงบประมาณรายจ่ายของประเทศ เพราะรายจ่ายของประเทศสูงกว่ารายรับ เนื่องจาก รัฐบาลประยุทธ์บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว และโครงการประชานิยมแจกเงินที่ทำมาตลอด 5 ปี ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง จึงไม่สามารถสร้างงานสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ทำให้ประชาชนขาดกำลังซื้อ ภาคธุรกิจทำยอดขายไม่เข้าเป้าจึงหาเงินมาจ่ายภาษีได้ต่ำกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ เอาแค่ 2 ปี หลังยึดอำนาจ ก็ขาดดุลงบประมาณไป เกือบ 5 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พยายามทำคือ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของประเทศให้เข้าสู่ภาวะสมดุล คือ ทำให้รายจ่าย ของประเทศเท่าๆ กับรายรับ ซึ่งหากไม่ถูกยึดอำนาจก็ทำสำเร็จไปแล้ว


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend