ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562.

"เลขาฯศาลยุติธรรม" คุย อธ.ภาค 9 ยันไม่เคยแทรกแซงทำสำนวน

37 37
เลขาฯศาลยุติธรรม คุย อธ.ภาค 9 ยันไม่เคยแทรกแซงทำสำนวน

"เลขาฯ ศาลยุติธรรม" แจงระหว่างสอบข้อเท็จจริง ยังไม่มีย้ายใคร ย้ำปกติถ้ามีเคสร้องเรียนแทรกแซง ต้องเสนอ ก.ต.-รายงาน ปธ.ศาลฎีกา...........................

เพจเฟซบุ๊ก "สื่อศาล" ของสำนักงานศาลยุติธรรม ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ "นายสราวุธ เบญจกุล" เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เกี่ยวกับแนวทางการทำงานของอนุกรรมการตุลาการวิสามัญ ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ยิงตัวเองว่า ตามกฎหมายยังไม่สามารถสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องได้จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ถึงเหตุการณ์เกิดขึ้น โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ยอมรับเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ทำไปตามระเบียบ ไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซง ซึ่งผลการพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ตนเอง (หมายถึง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9) ทำได้เพียงทักท้วงเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการต่าง ๆในการพิจารณา มีความรอบคอบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือให้แก้ไข

ทั้งนี้นายสราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากสื่อสารคลาดเคลื่อน ซึ่งหลังจากนี้ อนุฯวิสามัญ จะทำหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงและนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่ง ก.ต.เป็นคนกำหนดนโยบายบริหารงานบุคคล วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา แต่งตั้งโยกย้าย และการลงโทษทางวินัยผู้พิพากษา ดังนั้นแม้อธิบดีผู้พิพากษาภาคจะย้ายผู้พิพากษาในภาคตัวเอง หากผู้พิพากษาไม่ยินยอมก็ไม่สามารถที่จะย้ายได้ ส่วนอำนาจของการแต่งตั้งโยกย้าย หรือถ้าไม่ใช่โยกย้ายประจำปี อำนาจประธานศาลฎีกาจะสั่งย้ายผู้พิพากษาโดยไม่รับความยินยอม ก็ไม่มีอำนาจที่จะย้ายผู้พิพากษาได้ หากจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ก.ต.เห็นชอบ ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวย้ายออกนอกพื้นที่นั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ปรากฏ

ส่วนแนวทางในการป้องกันปัญหานั้น จะมี 2 ส่วน คือคนที่รับผลกระทบตอนนี้พักรักษาตัวโดยจะดูแลทั้งสภาพร่างกายและจิตใจเป็นอันดับแรก ส่วนการบริหารงานบุคคล จะจัดการอย่างไร เป็นหน้าที่ของ ก.ต.ที่จะต้องพิจารณา ทั้งนี้ "นายสราวุธ" กล่าวอีกว่า ก่อนที่ผู้พิพากษาจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่จะต้องปฏิญาณตนในการทำงาน โดยการทำงานระบบการพิจารณาพิพากษาของศาล เป็นระบบองค์คณะในการตัดสินคดี ยกตัวอย่างเช่น ศาลจังหวัดจะต้องมีผู้พิพากษา 2 คน เป็นองค์คณะในการตัดสินคดี ซึ่งหัวหน้าศาลหรืออธิบดีฯจะสั่งให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีตามความต้องการของหัวหน้าศาล หรืออธิบดีฯไม่ได้เด็ดขาด ไม่ใช้ระบบข้าราชการพลเรือนที่บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่ทำได้เพียงความเห็นแย้งเท่านั้น และการทำความเห็นแย้งไม่ได้มีผลกระทบต่อคำพิพากษา แต่มีประโยชน์สำหรับการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป

อย่างไรก็ตาม "เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม" ยังกล่าวถึงคดีความมั่นคงว่าที่ผ่านมาสำนักงานศาลยุติธรรมเราได้รับความร่วมมือ ได้รับความสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายบริหาร ตำรวจ ทหาร ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรม ยืนยันศาลมีความเป็นกลาง มีอิสระในการทำหน้าที่ เราจะลงโทษคนตามพยานหลักฐาน เราจะไม่ลงโทษคนโดยมีเหตุสงสัย และมั่นใจว่าผู้พิพากษา 5,000 คน ในประเทศ ทำหน้าที่ด้วยความอิสระ ปราศจากการแทรกแซง

ถ้ามีการร้องเรียนว่ามีการแทรกแซง สำนักงานศาลยุติธรรม จะดำเนินการ และรายงานที่ประชุม ก.ต. และจะรายงานถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยทันที

"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
เรื่องโดย เกศินี แตงเขียว | ภาพโดย Nation TV
แชร์