ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563.

หมดเปลือกกับ "สกาย" กว่าจะมาถึงวันนี้

3.4K 7
หมดเปลือกกับ สกาย กว่าจะมาถึงวันนี้

นักแสดงหนุ่มวัยรุ่นชื่อดัง "สกาย" วงศ์รวี นทีธร พูดคุยแบบหมดเปลือกกับ "บันเทิงคมชัดลึก" กับเรื่องราวกว่าจะมาถึงวันนี้ กับบทบาท "หมอฉลาม" ในซีรีส์ "รักฉุดใจนายฉุกเฉิน" ที่ได้รับคำชื่นชมทั้งในเรื่องการแสดงและความนิยม

 เล่าถึง "บทหมอฉลาม" หน่อย


    "เรื่องนี้ทำการบ้านค่อนข้างเยอะมาก และโจทย์ที่ยากที่สุดของผมคือการเล่นคอมเมดี้ และการสร้างตัวละครให้คนดูชอบ โจทย์คือทำยังไงก็ได้ให้ดูน่ารักในสายตาคนดู พี่บอส ผู้กำกับให้โจทย์มาว่า ตัวละครนี้คือสีชมพู หลังจากเวิร์กช็อปไปแล้ว พี่บอสก็มาบอกว่ายังไม่ชมพูที่สุด มันยังไม่เป็นชมพูโปร่ง มันยังเป็นชมพูกึ่มๆ ซึ่งผมเองอยากที่จะเป็นชมพูพิ้งค์ ชมพูคิตตี้ แบ๊ว ใส ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นชมพูคิตตี้หรือยัง ต้องลองถามคนดูว่ารู้สึกยังงั้นไหม (ยิ้ม) คือในเรื่องนี้ผมกังวลทุกอย่าง โดยเฉพาะกังวลกลัวคนตาย"

ทำไมถึงบอกว่ากังวลกลัวคนตาย


    "เหมือน...เราไม่รู้ด้วยว่าหมอจริงๆ เขาต้องทำยังไง พอเราเข้าซีนปุ๊บ ไม่รู้ว่าเราต้องทำยังไงก่อน มันทำให้เราคิดว่าจะรักษาคนได้หรือเปล่า เพราะถ้าขึ้นว่าฉุกเฉิน มันต้องมีการแข่งกับเวลา เวลามันจำกัด" 



    ความยากของการมารับบท "หมอฉลาม"


    "คือผมกลัวไปหมด กลัวตัวละคร กลัวบท ถ้าเปรียบเทียบกับตอน พี่น้องลูกขนไก่ ในบทน้องโด่ง อันนั้นจะขายในเรื่องการแสดง แต่ในบทหมอฉลาม จะขายเสน่ห์ ตัวละครจะเป็นแบบเฮฮา ตลก แต่เราเป็นคนเงียบๆ มันเลยยาก ผมก็เน้นดูซีรีส์หลายๆ เรื่อง แล้วซึมซับตัวละครมา ในเรื่องนี้จะต้องมีความน่ารัก ผมก็ไปดูคลิปสุนัขโกลเด้นเล่นกับเจ้าของ ไม่ได้ไปทำหน้าเหมือนหมานะ (หัวเราะ) เลียนแบบพลังงานความน่ารักนั้น เลียนแบบในความรู้สึกนะ จริงๆ การแสดงมันไม่ได้ดูแค่การแสดงของมนุษย์ แต่ดูอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรามาปรับให้เข้ากับการแสดงของเราอย่างไร ผมรู้สึกว่าตัวละครที่มีพลังงานล้นๆ แบบนี้ มันมีอยู่จริงในโลกนี้ด้วยหรือ ผมก็ตั้งคำถามไปกับพี่บอส ผู้กำกับ ซึ่งเขาก็บอกว่ามันมีอยู่จริง คนมีทุกรูปแบบแหละ" 

    โดยปกติเป็นคนตลกไหม


    "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องไปถามเพื่อน โทรไปถามเลยไหม (หัวเราะ) คือจะบอกว่าทั้งเรื่องเป็นหมอ และการเล่นตลก มันยากสำหรับผมทั้งสองอย่างเลย (หัวเราะ) ไม่มีคำว่า อันนั้นยากกว่าอันนี้เลย" 

บทนี้ทำให้ต้องละลายพฤติกรรมตัวเองอย่างไร


    "เพิ่มพลังงานของตัวเอง แล้วก็เปิดรับฟังคนอื่นๆ ให้มาก หาวิธีการสร้างพลังของตัวเองให้มันพุ่งไปให้ได้ อย่างที่บอก ผมดูซีรีส์ ดูคลิปน่ารักของสุนัข สิ่งที่ผมเก็บมาจากการดูคือพลัง"     ตัวหมอฉลามกับสกายแตกต่างกันมาก


    "ต่างกันมาก คือผมติดลบ แต่ฉลามเกินร้อย อย่างเวลาเข้าฉากผมจะเต็มร้อย แต่พอสั่งคัทปุ๊บ ผมจะเป็นศูนย์ เงียบ นิ่ง เพราะว่าตอนแรกมันเหนื่อย ใช้พลังเยอะมาก ด้วยความที่เราเป็นคนนิ่งๆ อยู่แล้ว และต้องมาแสดงออกด้วยท่าทีที่เยอะๆ แบบนี้ มันดูดพลังเรา ผมไม่คุ้นชินกับการใช้พลังเยอะแบบนี้" 

    หาพลังมาจากไหน เพื่อมาเติมที่หายไป


    "บางครั้งผมยังหลอกตัวเองเลย สมมุติว่าเล่นซีนนี้หมดแรง และต้องเข้าฉากซีนต่อไปแล้ว ผมก็จะหลอกตัวเองด้วยการจับพื้นดิน แล้ว เฮ้ย...ขอพลังหน่อยดิ หลอกตัวเองแล้ว ขอพลังจากพสุธา มันทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ผมมีความเชื่อ ผมจะดูดพลังจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติ อย่างต้นไม้ พื้นดิน อะไรที่เป็นธรรมชาติ คือเรารู้สึกว่ามันอยู่มานาน มันมีพลัง (หัวเราะ) แล้วเรารู้สึกว่ามันมีพลังส่งมา"

 มองภาพการเป็นหมอไว้ยังไง


    "รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ใช้ความพยายาม ใช้เวลา ใช้ความรู้สึกเยอะ ก่อนที่จะมาแสดงเรื่องนี้ ได้ไปร่วมกับแพทย์หน่วยฉุกเฉินจริงๆ แล้วเขาเล่าให้ฟังว่า เขาเคยมีแฟนแต่พอมาเป็นหมอก็ต้องเลิกกับแฟน เพราะว่าไม่มีเวลาให้แฟน สิ่งที่ทำให้ปิ๊งในอาชีพนี้คือเรื่องของการช่วยเหลือ เพราะแผนกนี้มันคือแผนกฉุกเฉิน ต้องแข่งกับเวลา ทำยังไงถึงจะไปช่วยผู้ป่วยให้ทันเวลา และสามารถรักษาเขาได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย มันรู้สึกฟู ที่ได้เห็นคนไข้ที่ได้รับการรักษาหายดี และกลับมาปกติ โดยเราเป็นคนช่วยเขา"     

กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง


    "สำหรับผมรู้สึกว่าประสบความสำเร็จในการถูกพูดถึงในโซเชียล รู้สึกว่าคนแบ่งทีมตั้งแต่ในอีพีหนึ่ง คนอาจจะทีมฉลาม, ทีมหมอเป้ง หรือ ทีมทานตะวัน สลับกันไปตามเนื้อเรื่อง คือคนดูอิน ยอมรับว่าตอนแรกลุ้นเหมือนกัน คือลุ้นทั้งเรื่องเลย ลุ้นว่าคนดูจะชอบหรือเปล่า จะเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อสารในเรื่องหรือเปล่า เพราะการดำเนินเรื่องของเราค่อนข้างจะเร็ว และแปลกใหม่ กังวลว่าคนดูบางคนดูแล้วอาจจะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน แต่สุดท้ายแล้วกระแสตอบรับดี รู้สึกภูมิใจมากขึ้น"

     ฐานแฟนคลับเยอะขึ้นไหน


    "เยอะขึ้น เห็นจากในโซเชียลและตามอีเวนท์ หรือที่เห็นได้ชัดคือยอดคนติดตามที่ก่อนละครออนแอร์ มียอดฟอลโลว์ประมาณ 8 แสนกว่าๆ ล่าสุดก็ทะลุหนึ่งล้านไปแล้ว"

 จากเรื่องแรกจนมาถึงเรื่องนี้ บทไม่ซ้ำและใกล้เคียงตัวเองเลย ได้กลับไปดูตอนเรื่องแรกไหม


    "ไม่เคยกลับไปดูผลงานแรกๆ เลย เขินตัวเอง (ยิ้ม) ผมดูพร้อมคนดู พร้อมทุกคนเลย หลังจากนั้นไม่เคยดูอีกเลย (หัวเราะ) ผมไม่เคยรีเช็กงานตัวเอง มีแค่ว่ารีเช็กฟีดแบ็กมากกว่าว่าเป็นยังไง"

 


    มองพัฒนาการตัวเองอย่างไร


    "น่าจะดีขึ้น (ยิ้ม) จากตอนแรกอยู่ในถ้ำ ตอนนี้ออกมาหาแสงสว่างเจอพระอาทิตย์แล้ว และกำลังจะข้ามแม่น้ำเพื่อไปต่อ ถามว่าเคยคิดไหมว่าจะมาถึงจุดนี้ บอกได้เลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) ก็ทำมาเรื่อยๆ ทำเต็มที่ของเราในทุกๆ เรื่อง เห็นคนอื่นเขาทำได้กัน แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ ความทะเยอทะยานของผมคือการแข่งกับตัวเอง ความเป็นนักแสดงเหมือนการเจอกำแพงหลายอัน พอผ่านอันแรกไปแล้ว ก็จะเจออันใหม่กว่า เราก็ใช้ความพยายามมากกว่าเดิมในการปีนข้ามกำแพงมา แล้วเราก็จะเจอกำแพงอีกเป็นสิบเป็นร้อย เราต้องข้ามมันไป มันไม่มีจุดสิ้นสุดในการเป็นนักแสดง"

     เคยยอมแพ้ไหม


    "ไม่เคยยอมแพ้ เคยเหนื่อย และท้อ แต่ก็สู้ต่อไป คือผมไม่เคยมองเป้าหมายว่าจะไปถึงจุดไหน แค่รู้สึกว่าอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อยๆ อยากทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ผมไม่เคยรู้สึกว่าต้องแข่งขันกับใคร (เราต้องยืนหนึ่งไหม) ผมยืนตรงไหนก็ได้ แค่ต้องทำให้เต็มที่ตลอด"

วันนี้ประสบความสำเร็จแล้ว บอกตัวเองอย่างไร


    "ผมไม่ค่อยยินดีกับความสำเร็จของตัวเอง ผมชอบดูภาพรวมของผลงานมากกว่าว่าคนชอบผลงานเราไหม มากกว่าคนชอบเราไหม เพราะผมเป็นคนขี้เขิน (หัวเราะ) ผมวัดความสำเร็จจากการดูฟีดแบ็กที่คนคอมเมนต์การแสดงของเรา แต่สิ่งที่ทำให้ผมโอเคกับการแสดงของผมคือ ผมทำเต็มที่ในทุกๆ ผลงาน เมื่อเรารับผิดชอบเสร็จแล้ว ไม่มีอะไรที่เราไปเสียใจทีหลัง"

     พวกพี่ ผกก.นาดาว อย่าง "ย้ง" ทรงยศ ที่เขาเห็นเรามาตั้งแต่แรก เขาว่าอย่างไรบ้างที่มาถึงวันนี้


    "เขาก็บอกว่ามึงมาไกลมาก (ยิ้ม) ผมก็ถามเขากลับไปว่ามาไกลแค่ไหนพี่ (หัวเราะ)"      มองอนาคตการแสดงของเราไว้อย่างไร
    "ผมอยากลองเล่นบทที่...เครียดๆ ไม่อยากเป็นบทที่มีความสุข อยากเป็นบทที่ดาร์กอย่างเดียวเลย ไม่ต้องมีความสุขในเรื่อง เพราะผมเป็นพวกเสพติดอะไรที่มันดราม่าๆ ความเจ็บปวด" 

    ไม่กลัวเป็นโรคซึมเศร้าหรือ


    "ผมไม่มีทางเป็นโรคซึมเศร้า ผมไม่เคยติดลบไปเลย แค่อ่านการ์ตูนผมก็มีแรงแล้ว ผมดูดพลังแบบนี้ ผมไม่มีทางเป็น (ยิ้ม) คือมันอาจจะมีช่วงที่ติดลบ แต่มันก็แว้บเดียว พอเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ อย่างอ่านการ์ตูน หรือไปเที่ยวธรรมชาติ ก็เหมือนเรามีพลังกลับมา ถึงจะชอบอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใคร แต่ก็อยู่ได้ เจอเพื่อนก็เจอได้ เรามีความสุขกับทุกอย่างที่อยู่รอบข้างเรา"

ทำไมไม่อยากมีแฟน


    "ผมเห็นคนมีแฟนแล้วก็ปวดหัวเหมือนกันนะ ผมกลัวจะจัดการไม่ได้ กลัวแบ่งเวลาให้เขาไม่ได้ คือ 21 ปีผมไม่เคยมีแฟนเลย และไม่เคยคิดที่จะไปจีบใครด้วย คือเจอผู้หญิงสวย ก็คือสวยก็เท่านั้น ผมอาจจะเป็นโรค โรคกลัวการมีแฟน (หัวเราะ) คือผมไม่ได้รู้สึกว่าต้องอิจฉาคนมีแฟน (ยิ้ม)"

     คิดว่าเราพร้อมที่จะมีความรักหรือมีแฟนเมื่อไร


    "ตอบยาก แล้วแต่เวลามั้ง คือมันอาจจะเป็นความกลัว ที่ผมรู้สึกว่าจะดูแลใครไม่ได้"


    ผู้หญิงในสเปกต้องเป็นแบบไหน


    "ไม่มี เวลาเจอคนที่ถูกใจ มองที่ทัศนคติของเขามากกว่า ว่าเขาเป็นคนดีหรือเปล่า (หัวเราะ) คือเขาต้องเข้ากับเราได้ คุยกับเรารู้เรื่อง ชอบอะไรที่เหมือนๆ กัน ชอบเที่ยว ชอบธรรมชาติเหมือนกัน คือผมไม่เคยมีแฟน ก็ไม่รู้ไง (หัวเราะ)"


    นี่แหละตัวตน...หนุ่มฮอตคนล่าสุด "สกาย" วงศ์รวี

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend