ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"ชูวิทย์" ตั้งข้อสงสัย นาย ว. นัก ก.ม. กินปูนร้อนท้อง

8.45K 15
ชูวิทย์ ตั้งข้อสงสัย นาย ว. นัก ก.ม. กินปูนร้อนท้อง

"รองโฆษกอัยการ" แถลง "ชูวิทย์" ให้ข้อมูล คลาดเคลื่อน นาย ว. นัก ก.ม.กำลังไปใหญ่แจ้งวัฒนะ เอี่ยวสั่งคดีวิคตอเรียซีเครท ยันไม่ใช่ "วงศ์สกุล" ว่าที่ อสส. ย้ำเป็นงานคดีอัยการค้ามนุษย์ ที่สั่งฟ้องแล้ว หากชูวิทย์เห็นว่าพลาดควรออกมารับผิดชอบ

ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ เวลา 14.30 น. "นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณี ปรากฏข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ กับผู้ต้องหาคดีวิคตอเรียซีเคร็ทในส่วนของนายกำพล และนางนิภา วิระเทพสุภรณ์ สามี-ภรรยา เจ้าของวิคตอเรียซีเคร็ท ซึ่งพาดพิงทำนองว่า "นาย ว. ซึ่งกำลังจะไปทำงานใหญ่โตแถวถนนแจ้งวัฒนะ"

โดย นาย ว. ดังกล่าวหมายถึงนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษและเป็นว่าที่อัยการสูงสุด เข้าไปเกี่ยวข้องการสั่งคดี โดย "นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกอัยการ กล่าวว่า ขอชี้แจงข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนต่อช้อเท็จจริง โดย นาย ว. หรือ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และเป็นว่าที่อัยการสูงสุดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดในการดำเนินคดีดังกล่าวเลย

เนื่องจากคดีดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดชอบในสำนักงานคดีพิเศษอีกทั้งไม่มีคดีที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคดีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของสำนักงานคดีพิเศษแต่อย่างใด คดีที่กล่าวหานายกำพล, นางนิภา และบริษัท วิคตอเรียซีเคร็ท จำกัด นั้นอยู่ในอำนาจดำเนินคดีของพนักงานอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีพิเศษที่นายวงศ์สกุล เป็นอธิบดีอัยการอยู่

นายประยุทธ กล่าวอีกว่า ส่วนรายละเอียดคดีที่กล่าวหานายกำพล, นางนิภา และบริษัท วิคตอเรียซีเคร็ท จำกัด กับพวกอีกหลายคนที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ รับผิดชอบอยู่จำนวน 2 เรื่อง และพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องทั้ง 2 คดี แต่นายกำพลได้หลบหนี ขณะนี้ศาลได้ออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟ้องภายในอายุความ 20 ปีแล้ว

โดยในส่วนผู้ต้องหาอื่นๆ อีกหลายคน พนักงานอัยการได้ส่งฟ้องต่อศาลอาญา แผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญาในข้อหาค้ามนุษย์ โดยแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในการค้าประเวณี เป็นธุระจัดหาและสมคบ โดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ฯ ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตามฯ

รองโฆษกอัยการ กล่าวด้วยว่า ต่อมาทั้ง 2 คดี ศาลได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 และ 24 กันยายน 2561 ยกฟ้องจำเลยทุกคนในข้อหาค้ามนุษย์โดยแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในการค้าประเวณี เป็นธุระจัดหาและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ฯ แต่ให้ลงโทษในข้อหาเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตามฯ

นอกจากนี้คำพิพากษายังมีการวินิจฉัยด้วยว่านายกำพล และนางนิภา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดที่ศาลลงโทษจำเลยคนอื่นๆ ดังกล่าว ซึ่งหลังจากศาลมีคำพิพากษาทั้งนายกำพลและนางนิภา ได้ร้องขอความเป็นธรรมขอให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ เพื่อให้ทบทวนคำสั่งโดยส่วนหนึ่งอ้างอิงคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งต่อมาอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือร้องขอความเป็นธรรมฟังขึ้นในส่วนของนางนิภาจึงกลับความเห็น สั่งไม่ฟ้องซึ่งรองอัยการสูงสุดเห็นด้วยกับคำสั่งไม่ฟ้องของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้ว เห็นพ้องด้วย โดยไม่แย้งในการกลับคำสั่งดังกล่าวคดีจึงถึงที่สุดตามขั้นตอนของกฎหมาย

เเต่ในส่วนของนายกำพล อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ยืนยันฟ้องนายกำพลไปตามคำสั่งเดิมทั้ง 2คดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษติดตามตัวนายกำพลมาให้พนักงานอัยการเพื่อส่งฟ้องภายในอายุความต่อไป

ทั้งนี้ "นายประยุทธ" รองโฆษกอัยการ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ที่ว่าสำนักงานอัยการสูงสุด และนายวงศ์สกุล จะมีการดำเนินคดีกับ "นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" ที่ได้เขียนบทความเผยแพร่ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งที่อ้างถึง นาย ว. ซึ่งให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือไม่

"นายประยุทธ" รองโฆษกอัยการ กล่าวว่า การแถลงข่าวนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่คาดเคลื่อนเพราะถือเป็นความเสียหายร้ายแรง โดยเรื่องทางกฎหมายนั้น "ว่าที่อัยการสูงสุด"ยัง ไม่ได้ประสงค์ที่จะดำเนินการใดๆ ในทางกฎหมาย อย่างไรก็ดีในส่วนของนายชูวิทย์ หากเห็นว่า สิ่งที่ได้ดำเนินการมานั้นมีข้อผิดพลาด ก็ควรที่จะออกมาดำเนินการใดๆ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า มีข้อน่าสงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดจึงพุ่งเป้ามาที่นายวงศ์สกุล "รองโฆษกฮัยการ" ระบุว่า

นายวงษ์สกุลเองก็ยังสงสัยเหมือนกันว่าเหตุใดจึงพุ่งเป้ามาที่ตน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีอำนาจสอบสวนคดีดังกล่าวและไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น

โดยเมื่อถามย้ำถึงการดำเนินคดีกับเสี่ยกำพลและนางวิภา "นายประยุทธ" รองโฆษกอัยการ ระบุว่า

ในส่วนของนายกำพล ก็มีระยะเวลาในการติดตามตัวมาดำเนินคดีภายในอายุความ 20 ปี ซึ่ง DSI จะเป็นผู้ดำเนินการติดตามตัว หากพบว่ามีได้หลบหนีไปต่างประเทศและมีข้อมูลที่อยู่ในต่างแดน ก็จะต้องประสานมายังสำนักงานอัยการต่างประเทศเพื่อจะดำเนินการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป


ล่าสุด ชูวิทย์ กมลวิศิศฎ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

กินปูนร้อนท้อง?

โต้ชูวิทย์ยันวงศ์สกุลว่าที่อสส.ไม่มีเอี่ยวช่วยคดีเสี่ยกำพลค้ามนุษย์วิคตอเรีย

https://www.matichon.co.th/local/crime/news_1682880

ผมขอตั้งข้อสงสัยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และสังคม แทนประชาชนดังนี้

1. คดีที่อยู่ในความสนใจจับจ้องของสังคม เช่น คดีค้ามนุษย์ ศาลที่พิพากษาเป็นเพียงศาลชั้นต้น ยังมิได้สิ้นสุดกระบวนการของกฎหมาย อีกทั้งเป็นคนละคดีกัน และจำเลยเป็นคนละกลุ่มกัน สามารถนำคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกคดี มาใช้อ้างอิงเพื่อขอถอนหมายจับผู้ต้องหาอีกคดีได้หรือไม่?

2. คำสั่งถอนหมายจับ ที่ผู้ต้องหาเป็นจำเลยในอีกคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน เป็น "ผู้หลบหนีหมายจับ" ในระหว่างดำเนินคดี

ผู้ต้องหาที่หลบหนีสามารถยื่นขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ในขณะหลบหนีหมายจับไปต่างประเทศอยู่ ได้หรือไม่?

3. มีการตัดทอนคำพิพากษาของคดีที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นเพียงบางส่วน เพื่อนำมาเป็นประโยชน์ในการพิจารณาถอนหมายจับ ให้แก่ผู้หลบหนีในอีกคดีได้หรือไม่?

4. นายกำพลเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเงิน มีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 3,000 ล้าน ย่อมส่งผลถึง การที่ให้พนักงานระดับล่าง (เชียร์แขก) รับสมอ้างเพื่อให้ระดับสั่งการรอด (นายกำพล และนางนิภา) มีอัยการที่เห็นต่างในคดี ต้องการยื่นอุทธรณ์

และเพื่อให้โอกาสในการพิสูจน์ข้อกล่าวหา สมควรให้ผู้หลบหนีคดีมามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการของศาล ก่อนตัดตอนถอนหมายจับ หรือไม่?

เพราะการถอนหมายจับบางคนในกลุ่มเจ้าของ ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชน

โดยเฉพาะการเอาคดีอาญาที่แม้มีข้อเท็จจริงเดียวกัน ย่อมไม่อาจมีผู้ใดกล่าวอ้างนำเอาข้อเท็จจริงในคดีอาญาก่อนหน้า มาใช้เป็นบทตัดสำนวนในคดีอาญาที่กำลังพิจารณาอยู่ได้ ศาลต้องเปิดโอกาสให้มีการนำสืบข้อเท็จจริงด้วยพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย

ทั้งนี้เพราะว่าคำพิพากษาในคดีก่อน ย่อมมีสถานะเป็นเพียงพยานบอกเล่า

แต่ไฉนท่านอัยการจึงไปตัดสินด้วยตัวเองในการถอนหมายจับ?

5. นายรณสิทธิ์ มูลนิธิเอ็นเวเดอร์ ยืนยันพร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ภายในอาทิตย์นี้ เพื่อร้องว่าคำให้การของตัวเองถูกตัดทอน แล้วไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อนายกำพล และนางนิภา ในการถอนหมายจับ

การใช้ดุลยพินิจทางกฎหมายของอัยการย่อมต้องตีความเพื่อเป็นคุณต่อแผ่นดินอย่างเป็นธรรม ไม่ช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ยิ่งหากเป็นคดีค้ามนุษย์ที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ยิ่งต้องระมัดระวังในการใช้ดุลยพินิจให้เป็นประโยชน์กับสังคม

ผมจะถือโอกาสร่วมยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม และเผยแพร่ต่อประชาชนผู้มีใจบริสุทธิ์ ต่อต้านขบวนการ "ธุรกิจเพศพาณิชย์" ที่ใช้เด็กอายุ 12-13 ปีมาค้าบริการทางเพศ เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายต่อไป หากเกิดกรณีเช่นเดียวกันนี้อีก

เพราะความผิดเพี้ยนของการใช้ดุลยพินิจ คือ

คนเป็นผัวเมียอยู่กินกันมาเป็นสิบๆ ปี ใช้เงินในกระเป๋าเดียว แล้วมันจะไม่รู้เลยเชียวหรือว่า ผัวมันทำมาหากินอะไร?

อัยการยืนยันว่าผัวผิด สั่งฟ้องต่อ แต่เมียดันไม่ผิด

นี่หากผมไม่พูดขึ้นมาเสียก่อน ป่านนี้ผัวคงขึ้นเครื่องบินกลับบ้านไปแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend