ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562.

Nation Documentary | "บิลลี่" คำตอบที่แลกด้วยชีวิต

893 5
Nation Documentary |

หลังจากที่หายตัวไปนานถึง 5 ปี การพบโครงกระดูก ที่ยืนยันทาง DNA ว่าเป็นของนายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ นักสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ก็กลายเ ป็นจุดเริ่มต้นให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามหามือสังหารอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่เป็นความขัดแย้งในผืนป่าแก่งกระจาน

เย็นวันที่ 17 เมษายน 2557 เป็นวันที่ธรรมดา ธรรมดาของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอไม่คิดหรือเตรียมตัวมาก่อนว่า วันนี้ จะเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตเธอ ไปตลอดกาล

พอละจี หรือ "บิลลี่" รักจงเจริญ ผู้เป็นสามี หายตัวไปอย่างปริศนา ระหว่างที่การควบคุมตัวของเจ้าหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังมีน้ำผึ้งป่า 5 ขวดไว้ในครอบครอง

"ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร" หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น เป็นอีกคนสุดท้ายที่อยู่กับบิลลี่ก่อนจะหายตัวไป

เจ้าหน้าที่อุทยานได้ปล่อยตัวบิลลี่ไปแล้วตามคำกล่าวอ้างจริงหรือไม่ เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้แน่นชัดมาจนถึงทุกวันนี้ ทีมข่าวของเราจึงลงพื้นที่กลับไปดูจุดเกิดเหตุ เมื่อ 5 ปีที่แล้วอีกครั้ง

เส้นทางจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเข้ามายังด่านมะเร็ว พื้นถนนยังปูด้วยปูลาดด้วยคอนกรีต ทันที่รถเข้าเขตหุบเขา สัญญาณโทรศัพท์หายไป เมื่อถึงด่านมะเร็ว หลังพ้นจากจุดนี้ไป จะเป็นทางลูกรังขึ้นไปสู่หมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย บ้านของปู่คออี้ และแม่แท้ๆของบิลลี่

"บิลลี่" กลับขึ้นไปหาปู่และแม่ ก่อนขี่รถจักยานยนต์กลับมายังจุดนี้ เพื่อจะกลับไปหาภรรยาที่บ้านป่าเด็ง

"ชัยวัฒน์" บอกว่าวันนั้นเขาปล่อยตัวบิลลี่ ไปเมื่อเวลา 17.30 น. ที่บริเวณแยกบ้านมะค่าหลังจากนั้นเขาไม่รู้ว่า "บิลลี่หายไปไหน"

นอกจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อุทยาน ซึ่งอยู่กับบิลลี่เป็นคนสุดท้าย ที่ได้ยืนยันว่าปล่อยตัวบิลลี่ไปแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้างที่จะบอกเราได้ว่า พวกเขาปล่อยตัวบิลลี่ไปแล้วจริงหรือไม่

นี่คือตำแหน่งกล้องวงจรปิด ที่อยู่ตามเส้นทางโดยรอบอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มันมีทั้งหมด 4 จุด

จุดที่ 1 จุดพุไทร กล้องตัวนี้ พบรถของอุทยานเพียงคันเดียว ผ่านไปที่ด่านมะเร็ว ในเวลา 16.02 น. และกลับออกมาในเวลา 16.17น. มีรถของเจ้าหน้าที่ประจำด่านตามออกมาในอีก 3 นาที เวลา 16.20น.

จุดที่ 2 คุ้มนางพญา รถอุทยานคันเดียวกัน ผ่านกล้องไปในเวลา 16.43 น. จุดนี้ กล้องจับภาพได้ว่า รถคันดังกล่าว วิ่งผ่านกลับมาในเวลา 19.50 น.เส้นทางของรถมุ่งหน้าไปทางด่านสามยอด ซึ่งทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ขัดกับคำบอกเล่า ของนายชัยวัฒน์ ที่อ้างว่า เขากลับบ้านที่ไร่ชัยราชพฤกษ์ ซึ่งอยู่คนละทาง

จุดที่ 3 ร้านสมร ที่จุดนี้หากบิลลี่ถูกปล่อยตัว กล้องจะต้องจับภาพ เขาขับรถจักรยานยนต์ผ่าน กลับไปหามึนอ ซึ่งภรรยาที่บ้านป่าเด็ง แต่กลับไม่มีภาพของบิลลี่ปรากฏ พบแต่เพียงรถของอุทยานคันเดียวกัน

ส่วนจุดที่ 4 หนองปืนแตก หากนายชัยวัฒน์ บอกว่า ได้ปล่อยบิลลี่แล้ว ก็กลับบ้านที่ไร่ชัยราชพฤกษ์ เขาจะต้องขับรถผ่านกล้อง ณ จุดนี้ แต่ไม่ปรากฎภาพรถอุทยานที่นายชัยวัฒน์ใช้ ขับผ่านมาที่นี่

ภาพจากกล้องวงจรปิดทั้ง 4 จุดจึงสวนทางกับคำบอกเล่าของนายชัยวัฒน์ที่ระบุว่าได้ปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้วจริงๆ

ปริศนาการหายตัวไปของ "บิลลี่" จึงเป็นความลับอยู่อย่างนั้น เพราะมีใครรู้ว่าบิลลี่หายไปไหน ยังมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว

5 ปีผ่านไป ...

วันที่ 3 กันยายน 2562 ชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร 1 ถัง เหล็กเส้น 2 เส้น ถ่านไม้ 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน คือสิ่งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษพบ บริเวณใกล้กับสะแพนแขวนในที่ทำการ "อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน"

ชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้สีน้ำตาล และรอยแตกร้าว ดูจากการหดตัวของกระดูกเชื่อถูกความร้อนเผาไหม้ ที่อุณหภูมิ 200-300 องศาเซลเซียส

เมื่อตรวจสอบสารพันธุกรรมในกระดูก ตรงกับ ไพเราะจี รักจงเจริญ "แม่ของบิลลี่" ทั้งหมดยืนยันได้ว่า บิลลี่เสียชีวิตแล้ว และถูกนำมาเผา เพื่ออำพรางคดี

การหายตัวไปของสามีนานกว่า 5 ปี เป็นเวลามากพอให้ "มึนอ" ได้เตรียมใจว่าบิลลี่อาจไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่เมื่อวันที่ความจริงมากถึง ในฐานะแม่ของลูกอีก 5 คน และในฐานะของภรรยา คำพูดที่ออกมาจึงเต็มไปด้วย "ความรู้สึกจุกอก"

มีความพยายาม ระบุว่าบริเวณพบชิ้นส่วนกระดูกบิลลี่ เป็นจุด "ลอยอังคาร" แต่จากการสอบถามชาวบ้านและชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่บอกตรงกันว่า ไม่ใช่จุดลอยอังคารตามที่มีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ บางรายกล่าวอ้าง

ซึ่งหากจุดนี้เป็นจุดลอยอังคารจริง นั่นหมายความว่า จะสามารถสันนิฐานปมสังหารบิลลี่ ออกไปได้หลายสาเหตุ แต่หากไม่ใช่ข้อสันนิฐานในคดีฆาตกรรมบิลลี่ก็จะแคบลง

ปรากฎการณ์กระแสข่าวที่เกิดขึ้น หลังการแถลงข่าวพิบชิ้นส่วนกระดูกบิลลี่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการทำคดีนี้

"มึนอ" พูดเสมอเรื่องความยุติธรรมมาจนถึงวันที่ปริศนาของบิลลี่ถูกคลี่คลายเป็นแล้วเปราะหนึ่ง แต่เส้นทางการทวงคืนความเป็นธรรมให้สามียังเดินมาไม่ถึงครึ่งทาง ตราบเท่าที่กฎหมายยังไม่จัดการกับมือสังหารที่ทำอย่างเหี้ยมโหด

สำหรับ "มึนอ" ความจริงที่ได้พบในวันนี้อาจเจ็บปวด และยากที่จะทำใจยอมรับ แต่เมื่อแลกกับสิ่งที่เลือกของคนที่รัก "ชีวิตที่เหลืออยู่จริงงดงามเสมอ"

--------

ประเทศไทยพยายามผลักดัน "ผืนป่าแก่งกระจาน" ขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกโลก" แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความสมดุลทางธรรมชาติ แต่เพราะปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่สุดแล้วปัญหานี้จะสามารถแก้ไขได้หรือไม่

ภาพความสมบูรณ์ของผืนป่าแก่งกระจานยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง กล้องที่ติดตั้งไว้บริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บันทึกภาพของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด สะท้อนความสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้

ความสมบูรณ์ของผืนป่าเกือบ 3 ล้านไร่ในกลุ่มป่าแก่งกระจาน ได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ปี 2556 แต่การพิจารณาครั้งล่าสุดของยูเนสโก้ ก็ยังมีประเด็น ที่รัฐบาลไทยต้องชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติ่ม ไม่ใช่ประเด็นความสมบูรณ์ของพืนป่า แต่เป็นประเด็น ปัญหาสิทธิมนุษชนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่

"ใจแผ่นดิน" หรือ บ่างกลอยบน คือถิ่นฐานบ้านเดิมของปูคออี้ และครอบครัวของบิลลี่ ปี 2539 เนื่องจากอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1 รัฐอพยพชุมชนชาวกะเหรี่ยง จำนวน 57 ครอบครัวจำนวน 391 คน ลงมาเพื่อป้องกันปัญหาบุรุกป่า โดยตกลงกับชาวบ้านว่าจะจัดสรรที่ดินให้ทำกินให้ครอบครัวละ 7 ไร่ที่บ้านโป่งลึก

แต่ปรากฎว่ารัฐจัดสรรที่ดินไม่พอทำกิน ชาวกะเหรี่ยงที่ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินจำนวน 25 คนจึงกลับขึ้นไปทำกินในพื้นที่เดิม คือใจแผ่นดิน เมื่อปี 2541 ห้วงเวลานี้เจ้าหน้าที่อุทยานให้ข้อมูล เป็นชุดภาพ จากเฮลิคอปเตอร์ แสดงให้เห็นการแผ่วถางป่ากินบริเวณกว้าง สร้างความชอบธรรม ในการโยกย้ายชุมชน

กลางปี 2552 ความขัดแย้งปะทุถึงขีดสุด เจ้าหน้าอุทยาน เผาบ้าน เผายู้งข้าว และอพยพชาวกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน กลับมากลับมาที่บ้านโป่งลึกอีกครั้ง ครั้งนี้ชาวบ้านฟ้องศาลปกครอง

แต่ในระหว่างที่เรื่องร้องเรียนกำลังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม นาย บิลลี่ ในฐานะตัวแทนชาวบ้านและเป็นผู้ช่วยทนายความ หายตัวไปก่อนวันให้คำปากคำต่อศาลปกครองเพียง 1 วัน

หลังการหายตัวไปสังคมพุ่งเป้ามาที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในขณะนั้นทั้งในฐานะที่อยู่กับบิลลี่เป็นคนสุดท้าย และคู่กรณีความขัดแย้ง

แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังยืนยันถึงความบริสุทธิ์ และปฏิเสธเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของบิลลี่ในทุกกรณี รวมทั้งความขัดแย้งในที่ดินทำกินของกะเหรี่ยงแก่งกรจาน

ถ้าจะลองตั้งคำถามว่า มีสาเหตุอะไรอีกบ้างที่ บิลลี่ถูกฆ่าได้ แหล่งข่าวไม่ขอเปิดเผยชื่อ ระบุว่ายังมีเรื่องบัตรเลขศูนย์ ยาเสพติด การค้าช้างป่า และหากชัยวัฒน์คิดจะฆ่าบิลลี่คงไม่โง่พอที่จะฆ่าในขณะที่ตนเองควบคุมตัว เพราะไม่ต่างอะไรจากการขว้างงูไม่พ้นคอ

บัตรเลขศูนย์ ยาเสพติด และการค้าช้างป่า อีกปมสังหารบิลลี่ตามที่แหล่งข่าวกล่าวอ้าง หากเป็นความจริง ก็คงอยู่ในสำนวนการพิสูจน์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

แต่การเจอกันครั้งล่าสุดระหว่างเรากับนายชัยวัฒน์ ทีเป็นโจทย์ มาขึ้นศาลมีนบุรี ฟ้องคดีหมิ่นประมาทเมื่อวันก่อน เขาบอกว่ารู้สึกน้อยใจ และได้รับผลกระทบจากกระแสสังคมครั้งนี้อย่างรุนแรง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มุมของเจ้าหน้าพิทักษ์ป่า มักมองว่าการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในป่าจะเกิดการบุกรุกทำลาย สวนทางกับชาวเหรี่ยงที่ยืนยันมาตลอดเช่นเดียวกันว่ามีวิถีวัฒนธรรมผูกพันกับป่า จะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำลายด้วยมือของพวกเขา

นี่คือประเด็นที่คณะกรรมการมรดกสนใจกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ถูกเชื่อมโยงถึงคดีฆาตกรรมของบิลลี่ด้วย

ทุกวันนี้ครอบครัวของบิลลี่ที่ถูกอพยพลงมาจากใจแผ่นดิน ยังอาศัยอยู่ที่บ้านโป่งลึก

ผู้ชายคนนี้คือ พี่ชายของ บิลลี่ เราได้พบกับ "เพชร รักจงเจริญ" ในวันที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ มารังวัดแนวเขตพื้นที่ตามมติครม.31 มิ.ย.41 และพื้นที่ผ่อนปรน ตามคำสั่งคสช.เพื่อจะรองรับสิมธิ์ ตามพระราชบัญญัติอุทยานฉบับใหม่

"เพชร" บอกว่าถ้ามีที่ทำกินให้อย่างนี้ เขาก็จะปักหลักอยู่ที่นี่ ขอเพียงแต่มีที่ดินให้ปลูกข้าว

ถัดขึ้นไปจากบ้านของ "เพชร" เราได้พบกับ "ครอบครัวกะเหรี่ยง" อีกครอบครัวหนึ่งที่มีลูกถึง 7 คน พวกเขายังตกหล่นในการจัดสรรที่ดิน ที่ดินปลูกข้าวไร่นี้ ต้องยืมที่จากกะเหรี่ยงคนอื่น เพราะลูกทั้ง 7 คน อดข้าวไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้าวนับหัวใจสำคัญของวิถีชาวกะเหรี่ยง สำหรับกะเหรี่ยง ไม่มีเงินอาจอยู่ได้ แต่ไม่มีข้าวกิน อยู่ไม่ได้

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมของเราขึ้นมาบนผืนป่าแก่งกระจานส่วนใหญ่ไม่ได้มาทำเรื่องกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ แต่มาทำเรื่องปัญหาความขัดแย้งระหว่างกะเหรี่ยงกับเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า

เมื่อปีที่แล้ว ตอน "ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณของกะเหรี่ยงแก่งกระจานยังมีชีวิต ปู่เคยบอกกับเราว่า "อยากให้ลูกหลานกะเหรี่ยงและเจ้าหน้าที่อุทยานสามัคคีกัน" นับเป็นคำสั่งเสียงสุดท้าย ที่ดูจะไกลจากความจริง

"บิลลี่" เอาชีวิตเข้าแลกกับการเป็นตัวแทนของคนใจแผ่น ต่อสู้เรื่องที่ทำกิน ใช่หรือไม่ บนเส้นขนานของการรักษาผืนป่าด้วยอาวุธ กับรักษาป่าด้วยวิถีวัฒนธรรม อย่างไหนยั่งยืนและบริสุทธิ์มากกว่ากัน "ชีวิตของบิลลี่จะคือคำตอบ" ...

"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
เรื่องโดย วชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย | ภาพโดย Nation TV