ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

"บุญทรง" ย้ำลูกชาย หลังฟังคำตัดสิน

8.19K 40
บุญทรง ย้ำลูกชาย หลังฟังคำตัดสิน

จบคดีอุทธรณ์จีทูจี เพิ่มโทษจำคุก บุญทรง อีก 6 ปี รวมจำคุก 48 ปีเท่าเสี่ยเปี๋ยง กลุ่มโรงสีเจอโทษจากยกฟ้องให้จำคุก-ปรับ 7 ราย แต่รอลงอาญา 3 ปี ขณะที่ลูกบุญทรง เปรยน้อมรับคำพิพากษา พ่อบอกให้เข้มแข็ง รอลุ้นอภัยโทษ

ที่อาคารศาลฎีกา สนามหลวง เมื่อวันที่ 6 ก.ย. องค์คณะผู้พิพากษา 9 คนชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ นัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว และพวกรวม 28 คน คดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

คดีนี้เมื่อวันที่ 25 ส.ค.60 ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาครั้งแรกให้ นายบุญทรง และจำเลยร่วมคนอื่นๆ รวม 15 ราย จำคุกคนละ 4-48 ปี และยกฟ้องกลุ่มเอกชน 8 ราย ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยบางคนและให้ลงโทษกลุ่มบริษัทโรงสีข้าว ขณะที่จำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามกฎหมายใหม่

เมื่อถึงเวลานัดศาลได้ให้คู่ความทั้งอัยการโจทก์ , จำเลย , ทนายความ รวมทั้งกลุ่มญาติจำเลย ทยอยเข้าห้องพิจารณาตั้งแต่เวลา 11.00 น. เพื่อเตรียมรอฟังการอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ที่จะเริ่มอ่านในเวลา 12.00 น. โดยวันนี้นายบุญทรงใส่เฝือกอ่อนทีาคอ เนื่องยังป่วยด้วยหมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษา 7 ชั่วโมงเสร็จสิ้น 19.00 น.

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีคำพิพากษาในสาระสำคัญว่าโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันท4 ตค.2544 กำหนดให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการเจรจาการซื้อขายข้าวตามโครงการรับจำนำของรัฐบาลและข้าวในสต็อกของรัฐบาลกับผู้แทนหน่วยงานของรัฐบาลหรือที่ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจเต็มในการซื้อขายจากรัฐบาลของทุกประเทศ

เมื่อปรากฏว่าสัญญาซื้อขายข้าวทั้ง4ฉบับระหว่างผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐผู้เสียหายกับบริษัทกว่างตงฯและบริษัทห่ายหนานฯเกิดจากการกระทำโดยทุจริตจึงไม่เป็นสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจำเลยที่ ๑ และ2 เห็นชอบให้ทำและแก้ไขสัญญาซื้อขายทั้ง4 ฉบับระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัทกว่างตงฯและบริษัทห่ายหนานๆตามการดำเนินการของจำเลยที่ 4-5โดยบริษัทดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้ชำระเงินค่าข้าวตามสัญญาทั้ง4ฉบับเนื่องจากจำเลยที่ 1-6กำหนดเงื่อนไขที่มีการเปิดช่องให้ไม่ต้องส่งข้าวตามสัญญาไปสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งเลือกวิธีการชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็คไม่ใช้วิธีการชำระเงินด้วยการเปิด L / C จึงเป็นการตัดการโอนเงินระหว่างประเทศ

อีกทั้งบริษัทดังกล่าวมิได้ส่งข้าวไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่อย่างใดเป็นผลให้กลุ่มจำเลยที่ 7-18จำเลยที่ 20และ21 นำข้าวไปเวียนขายให้แก่ผู้ค้าข้าวในประเทศและรับประโยชน์อันเกิดจากส่วนต่างจากราคาตามสัญญาซื้อขายข้าวทั้ง4ฉบับกับราคาตลาดไปเป็นของตนโดยทุจริตข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยข้างต้นจำเลยดังกล่าวไม่สามารถทำได้เฉพาะลำพังคนใดคนหนึ่งแต่เป็นการร่วมกันทุจริตระหว่างนักการเมืองข้าราชการประจำและนักธุรกิจ

การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามฟ้องจำเลยที่ 22-28 ต่างประกอบกิจการค้าขายข้าวมาก่อน ได้ซื้อข้าวตามสัญญาตามฟ้องในราคาต่ำกว่าท้องตลาดซื้อในปริมาณมากและมีมูลค่าสูงโดยไม่มีสัญญาซื้อขายหรือเอกสารตามแบบราชการใด ๆ หรือแม้แต่หลักฐานการซื้อขายแบบบุคคลทั่วไปตามปกติทั้งไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินด้วยต่อมาได้รับใบเบิกข้าวเป็นเอกสารใบส่งสินค้า เเละใบแจ้งหนี้ที่ไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 22-28 เป็นผู้ซื้อในการชำระเงินจำเลยดังกล่าวซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายกรมการค้าต่างประเทศและจำเลยที่ 22-26นำไปชำระค่าข้าวที่เก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าของตนเอง ส่วนจำเลยที่ 26-28 นำไปชำระค่าข้าวที่เก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าที่ผู้ร้องที่ 2หรือผู้ร้องที่ 3เช่า เชื่อว่าจำเลยที่ 22-28ทราบว่ามีการทุจริตร่วมกันอย่างเป็นขบวนการในโครงการรับจำนำข้าวโดยจำเลยที่ 22-28 ควรทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแต่ยังเลือกที่จะเข้าไปเจรจาต่อรองแล้วตกลงซื้อและรับข้าวในโครงการรับจำนำข้าวที่เก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าของผู้ร้องที่ 2หรือผู้ร้องที่ 3โดยร่วมกับจำเลยที่ 15 กระทำการดังกล่าว

พฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 22-28ได้กระทำดังกล่าวมาโดยผ่านกระบวนการคิดไตร่ตรองและตระหนักถึงผลดีผลเสียเป็นอย่างดีแล้วจึงเลือกที่จะซื้อข้าวในโครงการรับจำนำข้าวโดยผ่านการติดต่อของจำเลยที่ 15 เพียงเพื่อให้ได้ข้าวมาประกอบธุรกิจของตนโดยมิได้คำนึงว่าการกระทำนั้น ๆ เป็นการซื้อข้าวที่ได้มาจาการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐและจะส่งผลเสียหายหรือไม่เพียงใดการกระทำของจำเลยที่ 22-28 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง

อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นศาลวินิจฉัยในส่วนแพ่งซึ่งผู้ร้องทั้ง5อุทธรณ์ว่าผู้ร้องดังกล่าวเป็นผู้เสียหายและให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้น

ศาลเห็นว่าจำเลยที่ร่วมกันทุจริตย่อมก่อให้เกิดความเสียหายผู้ร้องที่ 1 เป็นคู่สัญญาส่วนผู้ร้องที่ 2-3มีหน้าที่สำคัญตั้งแต่การรับจำนำข้าวเปลือกแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารและเก็บรักษาข้าวดังกล่าวมาตั้งแต่ปีการผลิตก่อนผู้ร้องที่ 2และที่ 3 จึงเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในข้าวสำหรับผู้ร้องที่ 4 ก็มีหน้าที่กำกับการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การระบายข้าวและผู้ร้องที่ 5มีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณผู้ร้องทั้ง5จึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อจำเลยร่วมกันทำสัญญาดังกล่าวโดยทุจริตนำข้าวออกไปสัญญาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ผูกพันฝ่ายผู้ร้องทั้ง5จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้ง5โดยต้องคืนข้าวซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องทั้ง5เสียไปจากการละเมิดแต่คดีนี้ผู้ร้องทั้ง5ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นการชำระค่าเสียหายซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าการคืนข้าวจึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นการชำระค่าเสียหาย

ทั้งนี้การที่ผู้ร้องทั้ง5ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกันเพื่อระบายข้าวต้องใช้ความรู้ความสามารถร่วมกันเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จึงเป็นผู้เสียหายร่วมกันที่ฝ่ายจำเลยแก้อุทธรณ์ว่าผู้ร้องทั้ง5มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น

ศาลเห็นว่ากระทรวงและกรมในราชการจัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารราชการแผ่นดินและประโยชน์สาธารณะเป็นนิติบุคคลในทางมหาชนเมื่อมิได้ออกคำสั่งเพื่อกำหนดนโยบายระบายข้าวผิดพลาดจึงไม่ได้เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดดังที่ฝ่ายจำเลยแก้อุทธรณ์องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า

พิพากษาแก้ จำคุกนายบุญทรง จำเลยที่ 2 เพิ่มอีกกระทงหนึ่งเป็นเวลา 6 ปี รวมโทษจำคุกนายบุญทรงจากโทษเดิม 42 ปี เป็นจำคุกทั้งสิ้น 48 ปี และให้ลงโทษจำคุกกลุ่มบริษัทโรงสี ได้แก่ นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัทเค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 26 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 28 คนละ 4 ปี พร้อมปรับคนละ 25,000 บาท นอกจากนี้ยังให้ปรับนิติบุคคล ซึ่งเป็นโรงสีอีก 4 ราย คือห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่ 22, บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด โดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จำเลยที่ 24, บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 25 และบริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 27 อีกรายละ 25,000 บาท โดยที่การกระทำของนายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 23 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษ 2 กะทง รวมจำคุกจำเลยที่ 23 จำนวน 8 ปี และปรับ 50,000 บาท โดยที่พฤติการณ์ของกลุ่มโรงสี จำเลยที่ 23, 26, 28 นั้น เห็นสมควรให้รอลงอาญาไว้คนละ 3 ปี

และนอกจากนี้ยังให้กลุ่มโรงสีจำเลยที่ 22-23 ชดใช้เงิน 27 ล้านบาทให้กับกระทรวงคลัง, จำเลยที่ 25-26 รวมกันชำระเงิน 15 ล้านบาท และจำเลยที่ 27-28 ให้ร่วมกันชดใช้เงิน 55 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ได้มีการกำหนดในคำพิพากษานี้ตามที่อัยการสูงสุด โจทก์ ยื่นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเดิม

ซึ่งตามคำพิพากษาเดิม จำเลยกลุ่มนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชนที่สำคัญ อาทิ นายภูมิ อดีตรมช.พาณิชย์ จำเลยที่ 1 พิพากษาจำคุก 36 ปี, นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 14 จำคุกสูงสุด 48 ปี, นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 จำคุก 40 ปี, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 จำคุก 32 ปี และนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง อดีตผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จำคุก 24 ปี

โดยวันนี้องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยแต่ละคนตามคำพิพากษาแล้ว พร้อมออกคำบังคับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งให้กับกระทรวงการคลังตามคำพิพากษาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงาน ระหว่างที่ศาลอ่านคำพิพากษา ซึ่งใช้เวลายาวนานปรากฎว่ามีจำเลย 2 คน มีอาการคล้ายจะเป็นลม เนื่องจากเลยเวลากินข้าว โดยบริเวณหน้าห้องพิจารณาคดีมีเจ้าหน้าที่พยาบาลเข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที จนจำเลยทั้งสองมีอาการดีขึ้น ขณะที่รถพยาบาลของกรมราชทัณฑ์ 3 คัน และรถเรือนจำได้ออกจากศาลในเวลา 20.00 น.

.

.


ด้าน นายเดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชายนายบุญทรง เปิดเผยภายหลังว่า ค่อนข้างช็อคกับผลคำพิพากษา แต่ก็ต้องน้อมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งการที่เราได้โอกาสที่ 2 ในการพิสูจน์ตัวเองก็ถือเป็นสิ่งที่ดีมากแล้ว ส่วนรายละเอียดของคดีขอให้ถามจากทนายความจะดีที่สุด ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าสิ้นสุดแค่นี้แล้ว ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษก็เป็นขั้นตอนต่อไปที่คณะทำงานจะพิจารณาดำเนินการ

นายเดชนัฐวิทย์ ยังกล่าวถึงสุขภาพของนายบุญทรง ด้วยว่า หลังจากที่ได้ทำการผ่าตัดที่คอไปแล้วสุขภาพดีขึ้น ยังเหลือการผ่าตัดที่หลัง เพื่อรักษาอาการชาที่ขาต่อไป แต่ยังเดินได้ปกติ วันนี้ได้เจอนายบุญทรงตั้งแต่เช้า ท่านได้ย้ำว่า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ขอให้เดินหน้าทำหน้าที่ต่อไป ส่วนหลังจากฟังคำพิพากษาแล้ว คุณพ่อก็ย้ำว่า "ลูกต้องเข้มแข็งนะ"

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend