ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563.

จับสาวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หนีคดี 10 ปี จนมุมในไทย

1.0K 8
จับสาวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หนีคดี 10 ปี จนมุมในไทย

ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ตามรวบสาวเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไทย-จีน หนีคดี 10 ปี ได้ที่กลางเมืองมหาชัย เจ้าตัวอ้างถูกหลอกไปเป็นแม่บ้านก่อนถูกบังคับร่วมขบวนการ

เมื่อกลางดึกวันที่ 4 กันยายน พันตำรวจเอกภาดล จันทร์ดอน ผู้กำกับการ 5 และ พันตำรวจโทภูวเดช จุลกะเสวี สารวัตร กองกำกับการ 5 ร่วมกันนำกำลังจับกุมตัว นางสาวนภภัสสร มีบุญธรรม อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยสามารถจับกุมได้บริเวณริมถนนราษฎร์พัฒนา 6 ตำบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร


โดยเมื่อช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนเมษายน ปี2553 ได้มีผู้เสียหายเข้า แจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน ว่าได้รับโทรศัพท์ปลายสายระบุว่าตนเองเป็นหนี้บัตรเครดิต พร้อมอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ด้านสินเชื่อบัตรเครดิต ธนาคารแห่งหนึ่ง หนำซ้ำยังออกอุบายให้หลงเชื่อว่ามีหนี้สินค้างชำระ และให้รีบไปดำเนินการทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม จนมาทราบภายหลังว่าเป็นการหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา โดยความเสียหายทั้งหมด ประมาณ 861,971 บาท ซึ่งในคดีนี้ทางตำรวจ ได้ดำเนินการสืบสวนติดตามจนพบที่ตั้งของ Call center ที่ใช้หลอกลวงผู้เสียหายครั้งนี้ ตั้งอยู่ที่ เมืองฉางอัน เขตตงก่วน มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ต่อมา วันที่ 8 เมษายน 53 ได้ประสานความร่วมมือกับตำรวจจีนเข้าตรวจค้นจับกุม ผู้ต้องหาชาวไทย และชาวจีน รวม 15 คน และยังพบอีกว่ายังมีผู้ต้องหาชาวไทยรายอื่นๆ ที่ร่วมกระทำความผิด เพิ่มเติมอีกจำนวน 8 คน

ซึ่งต่อมาได้ดำเนินการติดตามจับกุมตัวได้แล้วจำนวน 7 คน คงเหลือเพียง นางสาวนภภัสสร ที่ยังคงหลบหนีอยู่ กระทั่งเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมาทางตำรวจได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นางสาวนภภัสสร ได้หลบหนีการจับกุม ไปกบดานที่ จังหวัดสมุทรสาคร จึงได้ติดตามจับกุม ได้ที่ บริเวณริมถนนราษฎร์พัฒนา 6 ก่อนควบคุมตัวสอบสวนที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

จากการสอบสวน นางสาววารุณี ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ตนถูกหลอกมาทำงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นแม่บ้าน เมื่อเดินทางไปถึง ปรากฎว่าถูกบังคับให้ทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ เพื่อหลอกลวงเหยื่อ โดยมีคนจีนคอยคุมซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าได้ทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์จริง โดยได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อบัตรเครดิต ของธนาคาร หลังจากนั้นจะมีผู้ต้องหารายอื่นที่ทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ สมอ้างเป็นเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ติดต่อผู้เสียหายต่อเพื่อสร้างสถานการณ์ให้สมจริง ก่อนจะให้ผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์อีกรายติดต่อเพื่อแนะนำวิธีการทำรายการหน้าตู้เอทีเอ็ม โดยที่ผ่านมา ได้หลบหนีคดีมาเกือบ 10 ปี ซึ่งเจ้าตัว รู้ตัวมาโดยตลอดว่าตนเองอยู่ระหว่างถูกติดตามจับกุม จึงพยายามย้ายที่อยู่ และปกปิดข้อมูลส่วนตัว เพื่อให้ยากแก่การติดตามจับกุม กระทั่งล่าสุดเพิ่งย้ายมาทำงานโรงงานแถว จังหวัดสมุทรสาครได้ไม่กี่วัน จนมาถูกจับกุมดังกล่าว

อย่างไรก็ตามทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การต้องทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งเบื้องต้นแจ้งข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น , ร่วมกันใช้บัตรอีเล็คทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอีเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดหรือเบิกถอนเงินสด" ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องโดย กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์ | ภาพโดย กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend