ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563.

ภรรยาเผยความในใจ จุกอก! เกินบรรยาย หลัง DSI ฟันธง "บิลลี่" ถูกฆาตกรรมอำพราง

1.3K 9
ภรรยาเผยความในใจ จุกอก! เกินบรรยาย หลัง DSI ฟันธง บิลลี่ ถูกฆาตกรรมอำพราง

จากกรณี ดีเอสไอตั้งโต๊ะแถลงความคบหน้าคดีแกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก ส่งโดรนสำรวจทางอากาศ-หุ่นยนต์สแกนใต้น้ำด้วยคลื่นโซนาร์ พบชิ้นส่วนกะโหลก บิลลี่ ฟันธง ถูกเผายัดถังถ่วงน้ำในอุทยานแก่งกระจาน ดีเอสไอเปลี่ยนสำนวนจากอุ้มหายเป็นฆาตกรรมอำพรางศพ ลั่นรู้ตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัย ขอเวลารวบรวมหลักฐานให้ชัด

กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) วานนี้( 3 ก.ย) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท. เสฏฐ์สถิตย์ สุวรรณกูด รองผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค นพ.วรวีย์ ไวยวุฒิ ผอ.กองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นายสว่างทิตย์ ศรีกิจสุวรรณ หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมอวกาศและทะเล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการสอบสวนคดีการหายตัวของนายพอลละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า บิลลี่ได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.2557 โดยคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ให้รับคดีดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษ และโอนสำนวนคดีจากกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 แต่เนื่องจากคดีมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ดีเอสไอจึงต้องส่งสำนวนไปให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน จากนั้นในเดือนธันวาคม 2561 ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนกลับมาให้ดีเอสไอสอบสวน โดยแยกการสอบสวนออกเป็น 2 สำนวน คดีแรกเป็นคดีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ส่งตัวบิลลี่ให้ตำรวจดำเนินคดีข้อหาลักลอบเก็บของป่า และคดีการหายตัวไปของบิลลี่ โดยรูปแบบการสอบสวนเป็นการบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมแต่งตั้งอัยการ และผู้เชี่ยวชาญจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องดีเอสไอได้รับเบาะแสจากพยานบุคคล จึงประสานผู้เชี่ยวชาญจาก ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ให้นำหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำมาตรวจสอบพื้นที่ที่พยานบุคคลระบุพิกัด ซึ่งผลการตรวจสอบดีเอ็นเอจากชิ้นส่วนกะโหลกศรีษะที่พบ ตรงกับดีเอ็นเอของแม่บิลลี่ สำหรับแม่และภรรยาของบิลลี่ดีเอสไอได้นำตัวเข้าสู่โครงการคุ้มครองพยานแล้ว และเปลี่ยนจากคดีการหายตัวไปเป็นคดีฆาตกรรม ซ่อนเร้นอำพรางศพ


พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจพิสูจน์เริ่มต้นขึ้น จากเวลาที่พยานบุคคลอ้างว่าพบบิลลี่ที่บ้านหนองมะเรว จากนั้นก็ไม่มีใครพบตัวบิลลี่อีกเลย ดีเอสไอใช้เวลานานมากในการตรวจพยานหลักฐานจนทราบจุดพิกัดที่เชื่อว่า คนร้ายน่าจะนำสิ่งของหรือวัตถุต้องสงสัยไปทิ้ง เพราะบิลลี่หายตัวไปพร้อมรถจักรยานยนต์ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2562 และวันที่ 22 - 24 พ.ค. 2562 ดีเอสไอได้ร่วมกับม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ใช้โดรนสำรวจทางอากาศ ร่วมกับหุ่นยนต์ใต้น้ำ หรือยานยนต์สำรวจใต้น้ำ สแกนด้วยคลื่นโซนาร์ เพื่อตรวจค้นวัตถุพยานใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน นาน 6 ชม. พบวัตถุต้องสงสัย 3-4 จุด จึงนำนักประดาน้ำ จากตชด.

มนุษย์กบ พบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ถัง มีการเจาะรู มีลักษณะผุดำ ไหม้เป็นบางส่วน และยังพบเหล็กเส้น จำนวน 2 เส้น ถ่านไม้ จำนวน 4 ชิ้น เศษฝาถังน้ำมัน ในถังน้ำมันมีชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น บริเวณใกล้ถังน้ำมันยังพบเศษกระดูกคล้ายกระดูกมนุษย์ จึงได้รวบรวมส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์พบว่า วัตถุเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้สีน้ำตาล ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนหรือถูกเผาด้วยความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200 - 300 องศาเซลเซียส ตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของบิลลี่ เป็นไมโตรคอนเดียดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกเท่านั้น จึงยืนยันได้ว่ากะโหลกศีรษะที่พบเป็นของบิลลี่ และบิลลี่เสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมแล้วพ.ต.ท.กรวัชร์กล่าว

พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวอีกว่า สำหรับถังน้ำมันที่ใช้บรรจุกะโหลกศรีษะของบิลลี่ ดีเอสไอได้ส่งให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐานภาค 7 ตรวจพิสูจน์หาร่องรอยการผ่านความร้อนและการผุกร่อน ส่วชิ้นส่วนกระดูกเพิ่มเติมอีก 20 ชิ้น ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แม้จะสรุปได้ว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย โดยศพถูกนำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี แม้จะพอรู้ตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัย แต่ยังขอเวลาให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจน และจะเชื่อมโยงวัตถุพยานในที่เกิดเหตุว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดบ้าง โดยเฉพาะเหล็กเส้น 2 เส้นจากเสาตอม่อ และพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำผิดครั้งนี้เข้าข่ายลักษณะเป็นการฆาตกรรมโดยทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ

นพ.วรวีร์ กล่าวว่า ได้ส่งชิ้นส่วนมนุษย์ที่ได้รับจากดีเอสไอไปตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ พบว่าเป็นกะโหลกมนุษย์ด้านท้ายทอยค่อนมาทางหูชั้นใน ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญหากไม่ได้อยู่ในร่างกายแสดงว่าผู้นั้นเสียชีวิตแล้ว กระดูกมีรอยไหม้แตกร้าว โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลานานในการสกัดสารพันธุกรรมจากกระดูกเนื่องจากถูกเผาไหม้และทิ้งอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ผลการตรวจสอบพบความสัมพันธ์สืบทอดทางสายโลหิตกับมารดา จึงสรุปได้ว่ากะโหลกที่พบเป็นของบิลลี่

ด้านนายสว่างทิตย์ กล่าวว่า การตรวจค้นใต้น้ำตามพิกัดที่ดีเอสไอแจ้งในพื้นที่ 100 เมตร โดยใช้เวลา 6 ชั่วโมง พบชิ้นส่วนกระดูกขนาดใหญ่ 4 ชิ้น จึงขยายพื้นที่ค้นหาออกไปอีก 30 เมตร และพบชิ้นส่วนหลักฐานความยาวขนาด 30 ซ.ม.ขึ้นไป ซึ่งยังไม่สามารถระบได้ว่าเป็นวัตถุประเภทใด แต่ถือว่าเป็นชิ้นส่วนต้องสงสัย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นกะโหลกของบิลลี่ไม่ใช่ของญาติพี่น้องคนอื่นๆ พ.ต.ท. เสฏฐ์สถิตย์ กล่าวว่า ดีเอสไอกังวลถึงข้อโต้แย้งดังกล่าวมาตลอด จึงได้รวบรวมหลักฐานให้ชัดเจนที่สุด โดยยืนยันได้ว่าพี่น้องร่วมสายโลหิตของบิลลี่ ยังมีชีวิตอยู่ครบทุกคน จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครเสียชีวิต มีเพียงบิลลี่เท่านั้นที่หายตัวไป

ต่อมา "แอมเนสตี้" ออกแถลงการณ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเหตุ "บิลลี่" ตาย ต้องรับโทษ

จากคำแถลงของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ยืนยันว่า พอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยบิลลี่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 หลังถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า แอมเนสตี้ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของบิลลี่ต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และแอมเนสตี้จะยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวจนกว่าทางการไทยจะสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

"นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ทางการไทยสามารถนำความคืบหน้าของคดีอาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้มาสู่ครอบครัวของผู้เสียหายและสาธารณชนได้"

"อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสืบสวนสอบสวนให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำและผู้ส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมครั้งนี้คือใคร และต้องนำบุคคลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามมาตรฐานสากล"

นอกจากนั้น แอมเนสตี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางการไทยจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนบุคคลอื่นที่ถูกบังคับให้สูญหายต่อไปด้วย พร้อมย้ำว่า การออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมร้ายแรงจากการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายจะนำพาความยุติธรรมมาให้กับผู้เสียหายและครอบครัว และเป็นการประกันถึงความรับผิดของผู้กระทำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ยั่งยืน"ทั้งนี้ผู้สื่อข่าว ได้ไปเห็นเฟซบุ๊ก รักจง เจริญ ได้โพสต์ข้อความซึ่งเป็นเฟซบุ๊กของนางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มีนอ ภรรยาของบิลลี่ โดยมีข้อความที่อ่านแล้วถึงกับสงสารเป็นอย่างมากโดยระบุว่า

#ความรู้สึกจากการดูDSIออกข่าววันนี้

นาย พอละจี (บิลลี่) รักจงเจริญ ชอบเลขสามกับเลข7 พอแยกบ้านเลขที่ออกจากทะเบียนบ้านแม่ ได้บ้านเลขที่37 ทำประกันชีวิตในวันที่17ก.ย.56 ลงสมัครเป็นสมาขิก อบต.ได้เบอร์ 3 ถูกบังคับให้หายจากครอบครัวไป ที่17เม.ย.57

ผานไป5ปี และวันนี้วันที่3ก.ย.62เป็นวันที่สังคมโลกภายนอกได้รับรู้ว่า นายพอละจี บิลลี่ รักจงเจริญ อยู่ไหนโห? เลขอะไรช่างลงตัวขนาดนี้นะ

แต่สำหรับเราเป็นวันที่จุกอกหายใจไม่สะดวก จริงๆแล้วไม่อยากจะคุยกับใครใดๆทั้งสิ้นเลยด้วยซ้ำ เหมือนกับความรู้สึกต่างๆนานาเกินกว่าที่จะบรรยายจนลงกะเพาะแน่นเต็มจุกอกไปหมด

แต่กลับกันอยากรู้ว่าคนกระบวนการที่กระทำกับบิลลี่นั้น คือบิลลี่ไปทำอะไรให้เจ็บปวดอย่างไรถึงขั้นเอาชีวิตบิลลี่ไปได้ลงคอ จิตใจคนที่ทำกระบวนการเอาชีวิตบิลลี่ไปนั้นสร้างด้วยอะไร ยังเป็นมนุษย์กันอีกอยู่หรือเปล่า คือตอนนี้รู้แล้วว่าบิลลี่เสียชีวิตอยู่ตรงนั้นแล้ว

#แต่อยากรู้ว่าบิลลี่ทำผิดอันใดมา ถึงต้องเอาชีวิตบิลลี่ไป #ขอคำชี้แจงด้วยค่ะ

#ขอบคุณหน่วยงานดีเอสไอที่ช่วยติดตามคดีบิลลี่ให้ได้รู้ว่า #บิลลี่อยู่ในน้ำเขื่อนแก่งกระจาน

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend