ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563.

ศาลฎีกา ยืนประหารชีวิต 2 เมียนมาร์ คดีเกาะเต่า

3.5K 30
ศาลฎีกา ยืนประหารชีวิต 2 เมียนมาร์ คดีเกาะเต่า

ศาลฎีกา ยืนตามศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น ประหารชีวิต 2 ชาวเมียนมาร์ ฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ระบุ จำเลยไม่ได้ถูกบังคับให้รับสารภาพ และไม่มีการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายเอาผิด

ด้านทนายความยังติดใจในบางประเด็นของการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เตรียมฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ภายใน 60 วัน ยอมรับจำเลยหม่นหมองหลังทราบคำพิพากษา

ศาลจังหวัดนนทบุรีนัดอ่านคำพิพากษาชั้นฎีกา คดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ปี 2557


โดยเจ้าหน้าที่กรมราชทัฑณ์ คุมตัว นายซอลิน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 1 และ นายเวพิว หรือ วิน สัญชาติเมียนมา จำเลยที่ 2 จากเรือนจำกลางบางขวาง มาฟังคำพิพากษา โดยมีสำนักงานศาลยุติธรรม ได้นำล่ามสำหรับเเปลภาษาเมียน ทำการแปลผ่านวีดีโอคอลเฟอเรนซ์ ให้จำเลยทั้งสองได้รับฟัง

คดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 เวลาหลังเที่ยงคืน จำเลยทั้ง 2 มีเจตนาฆ่านายเดวิดวิลเลียม มิลเลอร์ อายุ 24 ปี โดยการใช้ด้ามจอบตีจนถึงแก่ความตาย และ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ อายุ 24 ปี ถูกจำเลยทั้งสองข่มขืนกระทำชำเรา และใช้จอบตีทำร้ายจนเสียชีวิต บริเวณโขดหินหาดทรายรี ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

ล่าสุด ศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ในฐานความผิดร่วมกันฆ่านายเดวิด และร่วมกันฆ่านางสาวฮันนา เพื่อปกปิดความผิด , ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นการโทรมหญิง และจำเลยที่สองถูกพิพากษาในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน คือลักโทรศัพท์และแว่นตากันแดดของเหยื่อ 

โดยให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 15,000 บาท และแว่นตาให้กับทายาทของนายเดวิด

ทั้งนี้ในชั้นศาลฎีกา ศาลอนุญาตให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น 

ส่วนประเด็นที่จำเลยฎีกา เรื่องการสร้างพยานหลักฐานเท็จ , การถูกข่มขู่เพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพ และการเก็บวัตถุพยาน รวมถึงผลการตรวจนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า หลักฐานที่จำเลยฎีกาต่อศาลไม่มีความหนักแน่นพอ หลังจากการตรวจสอบสำนวนและการสอบพยาน ทำให้รับฟังไม่ได้ว่ามีการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายจำเลย เพราะหลักฐานถูกส่งมาตรวจพิสูจน์ที่ส่วนกลาง การสร้างหลักฐานเท็จจึงเป็นไปได้ยากโดยในชั้นสืบสวนไม่ได้มีการพุ่งเป้าไปที่จำเลย 

โดยเริ่มจากผู้ต้องสงสัยหลายคนในพื้นที่ กระทั่งผลการตรวจดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ และอสุจิในช่องคลอด และทวารหนักสอดคล้องกับจำเลย จึงนำมาเป็นหลักฐานในการขยายผลและติดตามจับกุมจำเลยทั้งสอง 

ส่วนอาการบาดเจ็บของจำเลย ที่จำเลย ฎีกาว่าถูกบังคับ ทำร้ายร่างกายให้ยอมรับสารภาพนั้น ล่ามที่มาปฏิบัติหน้าที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ไม่มีเหตุที่จะต้องทำร้ายร่างกาย และหากมีการข่มขู่พยานก็ต้องมีคนรู้เห็น รวมถึงเหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยถูกควบคุมตัวแล้ว ซึ่งผ่านขั้นตอนของพนักงานสอบสวนไปแล้ว ศาลจึงเชื่อว่าเป็นคำสารภาพที่เป็นความสมัครใจ

หลังมีคำพิพากษา นายนคร ชมพูชาติ ทนายความของจำเลยที่ 2 เปิดเผยว่า น้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ส่วนตัวตนมองว่า คดีนี้มีปัญหามาตั้งแต่การสื่อสารของตัวจำเลย ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่จำเลยไม่เข้าใจว่าคำให้การกับตำรวจตอนแรกนั้นเป็นการให้การแบบรับสารภาพหรือการให้การในฐานะพยาน 

ส่วนสิ่งที่ตนยังติดใจอยู่ คือ ข้อมูลทางวิชาการ เช่น มาตราฐานการตรวจหลักฐานพยานในที่เกิดเหตุ ว่าสิ่งใดเรียกว่าเป็นมาตรฐาน รวมถึงประเด็นเรื่องกล้องวงจรปิด ที่ตำรวจบอกว่าทุกกล้องวงจรปิดในหลายจุด แต่กลับไม่พบกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่มีการระบุว่าเห็นจำเลยเดินออกมา

แต่ในส่วนการสู้คดีที่ผ่านมา ก็เห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาประหารชีวิตนั้น พอถึงชั้นศาลฎีกา จำเลยทั้ง 2 ก็ได้ทำใจว่า ศาลฏีกาอาจจะไม่มีการยกฟ้องหรือแก้โทษคำพิพากษา ซึ่งจำเลยก็รู้สึกหม่นหมอง

แต่หลังจากนี้ทนายก็จะไปยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ภายใน 60 วัน และจะไปอธิบายให้จำเลยทั้ง 2 ทราบถึงขั้นตอนในการช่วยเหลือ ส่วนความรู้สึกของครอบครัวจำเลย ล่ามจะไปอธิบายให้ทราบและเข้าใจต่อไป

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend