ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562

'อาข่า'​ ส่งลูกหลานทำงานต่างประเทศ​ ส่งเงินปลูกบ้านหลังโต​

2.5K 17
'อาข่า'​ ส่งลูกหลานทำงานต่างประเทศ​ ส่งเงินปลูกบ้านหลังโต​

ในโลกของทุนนิยมไม่มีใครขัดขวางความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเรื่องใด 'วัฒนธรรม และวิถีชีวิต' ที่เคยเป็นมาในอดีตของกลุ่มชาติติพันธ์ 'อาข่า' ก็เปลี่ยนแปลงไป จากกระแสทุนนิยมที่พัดผ่านเข้ามา

เมื่อประมาณเกือบ 6 ปีที่แล้ว ผมเดินทางมาทำข่าวผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่ 'บ้านป่าคาสุขใจ' บนดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย สภาพในหมู่บ้านเป็นบ้านไม้ มุงด้วยไม้ไผ่ หลังคาใบจาก เป็นลักษณะบ้านของกลุ่มชาติพันธ์ุที่เห็นได้ทั่วไป

แต่วันนี้ผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ บ้านหลังใหญ่ หลายหลังสร้างเสร็จแล้ว และยังมีบ้านอีกหลายหลังที่กำลังก่อสร้าง คำถามคือ คนในหมู่บ้านนี้ทำอาชีพอะไรกัน? ถึงได้มีเงินมาสร้างบ้านหลังใหญ่โตผิดไปจากเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเวลาไม่นานมากนัก

เมื่อสอบถามคนในพื้นที่ที่มาร่วมทริปด้วยกัน เขาบอกว่าลูกหลานของแต่ละครอบครัวเกือบทั้งหมู่บ้านนี้ ไปทำงานในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ไปเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย หรือไปไกลถึงสหรัฐอเมริกาก็มี

แต่ละคนก็ส่งเงินกลับมาบ้านทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท พ่อแม่ช่วยกันเก็บหอมรอมริบ บางครอบครัวซื้อรถก่อน บางครอบครัวก็สร้างบ้านก่อนทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

ผมได้คุยกับ 2 ครอบครัว ในบ้านป่าคาสุขใจ ที่ส่งลูกหลานไปทำงานในต่างประเทศ ครอบครัวแรก ได้พบกับหญิงอายุประมาณ 42 ปี นั่งอยู่ในบ้านโอ่อ่าใหญ่โต เธอเล่าให้ฟังว่า มีลูกชายอยู่หนึ่งคน อายุ 26 ปีไปทำงานโรงงาน อยู่ที่ไต้หวันเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ส่งเงินกลับมาบ้านไม่ต่ำกว่า 20,000 บาททุกเดือน ส่วนพี่สาวมีลูกชาย 2 คนไปทำงานที่เกาหลี อีกคนไปทำงานไต้หวันเธอยอมรับว่าบางส่วนก็ไปอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายยอมไปเป็น 'ผีน้อย'

แต่ก็เพราะลูกหลาน หลายคนทุกคนถูกส่งไปทำงานต่างประเทศ สิ่งที่ได้กลับมาคือสามารถสร้างบ้านได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาประมาณ 2-3 ปี ปรากฏการณ์ที่มีชาวอาข่าไปทำงานในต่างประเทศ เกิดขึ้นหลังจากที่ลูกหลานได้รับสัญชาติไทย และสามารถเดินทางไปไหนก็ได้

เช่นเดียวกับครอบครัวของชายวัย 62 ปี ลูกชายทิ้งหลานอายุ 2 ขวบไว้ให้เลี้ยง แล้วก็ไปทำงานที่ไต้หวัน อีกคนไปทำงานที่เกาหลี ลูกชายทั้งสองคน ส่งเงินมาที่บ้านเดือนละ 20,000 บาท มีลูกชาย 2 คนเท่ากับพ่อรับเงินเดือนละกว่า 40,000 บาท

เงิน 4 หมื่นถูกนำไปสร้างบ้านหลังนี้ มันเริ่มสร้างเมื่อเดือนเมษายน คืบหน้าแล้ว 70% ถือว่ารวดเร็วมาก และยังคงดำเนินสร้างไปเรื่อยๆตามที่เงินตามจำนวนเงินที่ลูกส่งมาให้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการมี 'สัญชาติ' เป็นใบเบิกทางสำหรับ 'ชีวิต' ที่จะพลิกจากยากจนแร้นแค้น เป็นมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีทุกอย่างพร้อม

ในอดีตปู่ย่าตายายที่ไม่มีสัญชาติต้องอยู่อย่างหลบซ่อน และไม่สามารถออกไปไหนได้เมื่อถึงยุคลูกหลาน ที่ได้รับสัญชาติไทย วิธีทางใดที่ได้เงิน แม้จะต้องเสี่ยงพวกเขาก็ยอม ถ้ามันเป็นทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุดที่จะทำให้ชีวิตครอบครัวดีขึ้น

ในโลกของทุนนิยมไม่มีใครขัดขวางความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเรื่องใด 'วัฒนธรรม และวิถีขีวิต' ที่เคยเป็นมาในอดีตของกลุ่มชาติติพันธ์ 'อาข่า' ก็เปลี่ยนแปลงไป จากกระแสทุนนิยมที่พัดผ่านเข้ามา

แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดที่จะต้องไปตัดสินว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ดีหรือร้าย หรือทำลายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพวกเขาหรือไม่ เพราะอีกด้านนึงมันก็คือ 'โอกาส'ของชีวิต

ที่เหลือก็อยู่ที่จิตสำนึกของชาวอาข่า ว่ามีความตระหนักว่า วัฒนธรรมสิ่งใดที่ควรรักษาเอาไว้เป็นความงดงามของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษา อาหารการกินและขนบธรรมเนียมประเพณี สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่อยู่ที่การให้ความสำคัญของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเราในฐานะคนนอก ก็ไม่สามารถจะตอบแทนหรือประเมินได้ว่าอนาคตของชนเผ่าเหล่านี้ จะกลืนหายไปกับกระแสทุนนิยมไปเลยหรือไม่

โลกมันก็เป็นเช่นนี้แล ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งแน่นอน ที่สุด

#วชิรวิทย์ #วชิรวิทย์รายวัน #Vajiravit #VajiravitDaily #Nation #NationTV

"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
แชร์