ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2564

ศิษย์เก่าจุฬาฯ ฝากให้สังคมไทย ช่วยกันตรึกตรอง ปม "คุณคนสวย-ส.ส.กระดุมห้าเม็ด"

26.97K 55
ศิษย์เก่าจุฬาฯ ฝากให้สังคมไทย ช่วยกันตรึกตรอง ปม คุณคนสวย-ส.ส.กระดุมห้าเม็ด

โดยก่อนหน้านี้ ในช่วงหนึ่งของการแถลงนโยบายวันแรก "ช่อ" พรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงเรื่องการต่างประเทศ ตั้งคำถามถึง "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องการได้รับความยอมรับในเวทีโลก และสิทธิมนุษยชน

พล.อ.ประยุทธ์ลุกขึ้นตอบ "คุณพรรณิการ์ คุณคนสวย" ก่อนที่ ชวน หลีกภัย ประธานสภา จะพูดขึ้นมาว่า "ท่านนายกฯ อย่าพูดเช่นนั้น"

นำมาสู่การลุกขึ้นประท้วงของ "พรรณิการ์" ที่ขอให้ นายกฯถอนคำพูด และนายกฯได้ถอนคำพูดในที่นั้น

คำพูดที่ดูผิวเผิน หลายคนอาจตั้งคำถามทำไมต้องซีเรียส แต่แท้จริงแล้วคำนี้มี "นัยยะ" และ "สะเทือน" ต่อ "สิทธิสตรี" นัยยะที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า "คนสวย" นับได้ว่าเป็นการคุกคามทางเพศ

ในเรื่องนี้ "ทิชา ณ นคร" หรือป้ามล นักสิทธิเด็กเยาวชนและสตรี ให้ความเห็นไว้ว่า มนุษย์จำนวนมากไม่รู้ว่าการพูดถึงเนื้อตัวร่างกายเพศตรงข้าม/เพศที่เลือก คือ หลักการและมารยาทที่ต้องระมัดระวัง ไม่ก้าวล่วงใดๆ เพราะมันอยู่ในนิยามการคุกคามทางเพศ

ต่อมา ช่อ พรรณิการ์ วานิช ได้โพสต์ทวิตเตอร์ ระบุข้อความว่าถูก ผู้แทนฯชายคุกคามทางเพศ โดยรายละเอียดระบุว่า...

เข้าสภามาแค่ 2 วัน เจอผู้แทนฯชายที่ยังเคยชินกับวัฒนธรรมเดิมๆ พูดจาแทะโลมแซวผู้แทนฯหญิง หลายคน นี่คือหนึ่งในประเด็นที่ #อนาคตใหม่ ต้องการผลักดัน สภาคือสถานที่สำคัญของประชาธิปไตย หัวใจของประชาธิปไตยคือคนเท่ากัน พฤติกรรมเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ จะต้องไม่เกิดขึ้นที่นี่

จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นบนโลกโซเชียลในขณะนี้


ล่าสุด น.ส.ศุภมาส เสนะเวส ศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ศุภมาส เสนะเวส โดยมีเนื้อหาระบุว่า...

#บทความนี้ไม่ใช่บทความทางการเมือง

ในการประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลและเปิดอภิปราย ที่ผ่านมา

มีประเด็นที่เกี่ยวกับมิติทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ ผุดขึ้นมา ๒ เรื่อง 

อันสะท้อนว่า แม้เวลาผ่านมาเป็นเวลานานหลายสิบปีในการขับเคลื่อนของขบวนการสตรีเพื่อเรียกร้องความเสมอภาคของผู้หญิง

จนประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น 

สิทธิในการเลือกใช้นามสกุลเดิมของตัวเอง 

การไม่ต้องประกาศสถานภาพการสมรส โดยเปลี่ยนเป็น "นาง" เหมือนที่ผู้ชาย คงความเป็น "นาย" ตลอดชีวิต

แต่คนในสังคมไทยเอง ก็ยังมิได้เข้าใจเรื่องนี้สักเท่าใด และยังดำรงอคติทางเพศไว้เป็นอันมาก แม้กระทั่งตัวผู้หญิงเอง

เรื่องแรก ประเด็น "คุณคนสวย" ที่ถูกนำมาขยายผลโดยเจ้าตัวผู้ถูกเรียก ว่าเป็นการก้าวล่วงในเนื้อตัวร่างกาย และตามต่อมาด้วย "คุณป้า" คนดัง แม่พระของเด็กที่ก้าวพลาด เสริมว่าเป็นการคุกคามทางเพศ

พูดกันตรง ๆ ดิฉันซึ่งดูการถ่ายทอดอยู่ในขณะนั้น รู้สึกว่าเป็นการพูดเล่นที่ไม่ระมัดระวัง และไม่ควร แต่เห็นว่า ผู้พูดมิได้มีเจตนาทำนอง "แทะโลม" อันมุ่งหมายสื่อไปในทาง "คุกคามทางเพศ" หรือ Sexual Harassment แต่ประการใด การกล่าวหาในเรื่องนี้ เป็นการ Over Re-act ไปสักหน่อย

#แต่ปัญหาการคุกคามทางเพศ เป็นเรื่องที่มีจริง โดยเฉพาะในที่ทำงาน และส่วนใหญ่มักกระทำโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่า เช่น หัวหน้างาน หรือผู้บังคับบัญชา การพูดจาแทะโลม บังคับให้ไปกินข้าวด้วย ไปเที่ยวด้วย หรือแม้กระทั่งการกอดจูบลูบคลำ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ และเป็นความทุกข์ของผู้ถูกกระทำมาก เคยเป็นข่าวดังก็บ่อย

แต่จากปฏิกิริยาในโซเชียล โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบ "คุณคนสวย" นอกจากจะวิพากษ์ทำนองว่าดัดจริตแล้ว ยังมีความเห็นจำนวนมากทำนองว่า 

"ผู้หญิงเป็นดอกไม้ที่เป็นธรรมดาย่อมถูกแทะโลม หรือพูดจาเกี้ยวพาราสี ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่โต ,คนสวยทั่วไปย่อมถูกหยอกเย้าเป็นเรื่องธรรมดา"

ซึ่งเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง !!!

ดังที่เคยเขียนไปแล้วว่า ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วตัวผู้หญิงรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกอึดอัดคับข้องใจ มีความเสี่ยง รู้สึกถูกหยามด้วยนัยยะทางเพศหรือไม่

คำพูดหยอกเย้ามีหลายระดับ

ขื่นชม เอ็นดู ทะลึ่ง หรือถึงขั้นหยาบคาย

การถูกพูดจาแทะโลม ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ว่าเพราะสวย เพราะมีเสน่ห์เสมอไป

สังคมไทยควรตระหนักรู้ ปัญหาการคุกคามทางเพศ รับฟัง และช่วยกันปกป้องดูแล ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

โดยเลิกอคติว่า #ทำดัดจริต หรือ #ผู้หญิงคือดอกไม้ที่ต้องถูกตอม

เรื่องที่สอง ประเด็นปัญหาครอบครัวระหว่าง ส.ส."กระดุมห้าเม็ด" และอดีตภรรยา นักแสดง

รายละเอียดที่ถ่องแท้ เป็นอย่างไร ดิฉันไม่ทราบ

แต่ที่จะพูดถึงคือประเด็นการวิพากษ์ เรื่อง #การต้องกลับบ้านก่อนหกโมงเย็น

ความเห็นมากมายในโซเชียล โดยเฉพาะฝ่ายเชียร์ส.ส. ออกมาทำนองว่า

แต่งงานแล้วก็ต้องเชื่อฟังสามี !

ต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน !

จะไปเที่ยวได้อย่างไร !

#ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก กับอคติต่อบทบาทหน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสเช่นนี้ !!!

(เรื่องสิทธิการใช้นามสกุล ละลายหายไปในอากาศทันที)

การแต่งงาน หรือ การจดทะเบียนสมรส ไม่ใช่การจดทะเบียนรูปพรรณตีตราช้าง ม้า วัว ควาย 

เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายซึ่งคุ้มครองสิทธิซึ่งกันและกัน

สามีภรรยา มิได้เป็นเจ้าของชีวิตซึ่งกันและกัน เป็นเพียงมาแชร์ชีวิตเพื่อใช้ร่วมกัน

แม้แน่นอนว่า ทั้งสองฝ่ายควรต้องซื่อสัตย์ เคารพนับถือ เกรงใจให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน

แต่ "ความเป็นมนุษย์" ของแต่ละฝ่าย ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม

ข้อตกลงในครอบครัวสามารถมีได้ เพื่อครอบครัวที่อบอุ่น สมานฉันท์

แต่ต้องมี "ที่ว่าง" ระหว่างกัน เหมือนเนื้อหาเพลงชื่อเดียวกันนี้

สมัยนี้ ผู้หญิงมีโอกาสได้รับการศึกษา มีอาชีพการงาน มีสังคม มีเพื่อนฝูงทุกเพศสภาพ

การพบปะสังสรรค์ #ตามสมควร ย่อมเป็นสิทธิของเธอ

ในทางกลับกัน ก็เป็นสิทธิของฝ่ายชายด้วย 

ในโลกแห่งความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ล้วนทำงานทำการ กว่าจะเลิกก็มืดค่ำ งานเลี้ยงรุ่น วันเกิด ฉลองสมรส ล้วนเกิดขึ้นในยามค่ำทั้งนั้น

คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจึงควรเปิดใจให้กว้าง และยอมรับไลฟ์สไตล์ของกันและกัน ในระดับหนึ่ง

ชีวิตคู่ที่ผูกมัดรัดรึงไว้ด้วยกันมากกันไป มิได้นำมาซึ่งความใกล้ชิด อบอุ่น แต่อาจร้อนรุ่ม จนต้องดีดห่างจากกันในที่สุด

โลกเปลี่ยนไป ผู้หญิงมีโอกาสมากขึ้น มีอาชีพการงานนอกบ้าน มีรายได้ตามความรู้ ความสามารถ

หลายครอบครัวที่ดิฉันรู้จัก เมื่อมีลูก และตกลงกันว่าจะเลี้ยงลูกเอง ฝ่ายสามีที่มีรายได้น้อยกว่า เป็นฝ่ายลาออกจากงานประจำมาเลี้ยงลูกก็มีถมไป

การคาดหวังว่า เมื่อแต่งงานแล้วผู้หญิงจะต้องจำกัดบทบาทอยู่ในครัวเรือน ดูแลบ้าน เลี้ยงลูกเป็นหลัก

#จึงเป็นอคติทางเพศที่ล้าหลังยิ่ง

เป็นทัศนคติที่ไม่สร้างสรรค์

ซึ่งอยากฝากให้สังคมไทยช่วยกันตรึกตรองพิจารณา

ศุภมาส เสนะเวส /ผู้หญิงคนหนึ่ง

๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend