ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

แม่เหยื่อ "คดีแพรวา" เตือนให้เคารพคำตัดสินศาล-จิตสำนึกเห็นใจ

2.08K 1
แม่เหยื่อ คดีแพรวา เตือนให้เคารพคำตัดสินศาล-จิตสำนึกเห็นใจ

แม่เหยื่อ "คดีแพรวา" เชื่อถูกประวิงเวลา เตือนคู่กรณีให้เคารพคำตัดสินศาล-มีจิตสำนึกเห็นใจผู้สูญเสีย เผยหลังสูญเสียลูกสาว สามีรับไม่ได้ ป่วยซึมเศร้า ก่อนเสียชีวิตลง ชีวิตลำบาก แต่ต้องพยายามทำให้อยู่ได้ ย้ายบ้านอยู่ใกล้พี่น้องไม่ให้เหงา

จากกรณีอุบัติเหตุสุดสะเทือนขวัญเมื่อปี 2553 ที่ นางสาวแพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขับรถยนต์ชนรถตู้โดยสาร บริเวณบนทางด่วนโทลล์เวย์ขาเข้า หน้าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ ต่อมากระแสในโลกโซเชียลมีเดีย ได้ปลุกแฮชแท็ก #แพรวา9ศพ กลับมาติดเทรนด์อันดับต้นๆ ของประเทศอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามของสังคมถึงความคืบหน้าในกรณีนี้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาเกือบจะครบ 9 ปีเต็มแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจะยังไม่ได้รับความยุติธรรม

ล่าสุดวันที่ 17 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวีได้รับการเปิดใจจาก นางสุชาดา ปาละกูล มารดาของ น.ส.ตรอง สุดธนกิจ หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถึงชีวิตตลอด 9 ปีที่ผ่านมาหลังจากสูญเสียบุตรสาวว่า ปกติตนเป็นแม่บ้าน โดยมีสามีคือพ่อของน้องตรองที่เป็นเสาหลักคอยหาเลี้ยงดูครอบครัว ช่วงนั้นน้องตรองที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน มีการงานที่มั่นคงอยู่ในช่วงเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน มีโครงการจะไปเรียนต่อปริญญาโท วันเกิดเหตุน้องตรองไปหาเพื่อนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนกลับยังได้นัดกับพ่อและแม่ให้ไปรับที่สถานีรถไฟฟ้า แต่เมื่อตนไปยืนรอก็ไม่เจอ จึงพยายามติดต่อลูกก็ติดต่อไม่ได้ โทรศัพท์ติดต่อเป็นร้อยสายก็ไม่ติด จากนั้นเราก็ไปตามหาตามโรงพยาบาลแต่ไม่เจอ ก่อนจะกลับไปตั้งหลักที่บ้าน ต่อมาญาติซึ่งทราบข่าวทางโทรทัศน์ได้โทรศัพท์มาบอกเรา ว่าเกิดเหตุการณ์และมีรายชื่อลูกอยู่


นางสุชาดา กล่าวอีกว่า หลังจากเสียลูกสาวไปพ่อเขาเสียใจมาก พฤติกรรมเปลี่ยนไปเลย ซึมเศร้าอยู่เป็นปี ต่อมาไม่นานก็มาเสียสามีไปอีก เมื่อขาดเสาหลักของบ้านช่วงนั้นเครียดมาก ก็มานั่งคิดแล้วว่าชีวิตจะอยู่อย่างไร ก็ต้องหางานทำเพื่อมีรายได้มาจุนเจือตัวเอง เพราะตนไม่อยากไปพึ่งญาติพี่น้อง ทุกคนต่างก็มีภาระของเขา พยายามทำให้ตัวเองอยู่ได้ ถามว่าลำบากไหม ก็ลำบาก เครียดบ้างเป็นบางครั้ง ก็โชคดีที่ได้ผู้ใหญ่ใจดีที่นับถือท่านหนึ่งให้ความช่วยเหลือ ให้ไปช่วยทำงานก็พอทำให้มีรายได้มาเลี้ยงชีพตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้หลังเกิดเหตุก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านยายย่านจรัญสนิทวงศ์ เพราะเราอยู่ที่เดิมไม่ได้ มาอยู่ตรงนี้ยังมีญาติ พี่น้อง คอยมาดูแลเราไม่ให้เราเหงา

นางสุชาดา กล่าวต่ออีกว่า ส่วนคู่กรณีนั้นหลังเกิดเหตุฝั่งคู่กรณีมาหาที่งานศพ แต่ตอนนั้นเรายังไม่พร้อมที่จะคุยเนื่องจากทุกคนอยู่ในอาการโศกเศร้า ทางญาติจึงไปบอกคู่กรณีให้กลับไปก่อน หลังจากนั้นคู่กรณีก็ไม่เคยมาพบอีกเลย ส่วนเรื่องคดีความตอนนี้ศาลท่านตัดสินมาถึงที่สุดแล้วก็ตามที่ศาลท่านพิจารณา เราเคารพการตัดสินของศาลทุกอย่าง เราปฏิบัติตามทุกอย่าง เขาควรจะทำอย่างไรมันอยู่ที่ฝั่งเขาแล้ว แต่ทางเขายังนิ่งเฉย จนเป็นข่าวขึ้นมาผู้คนจึงทราบว่าเรื่องมันยังไม่จบ

"ในความรู้สึกฉันคิดว่าทางโน้นพยายามประวิงเวลา ถามว่ามีความพร้อมไหม คิดว่าเขาน่าจะพร้อมนะ ดูจากฐานะดูจากอะไรอื่นๆ จริงๆค่าชดเชยของแต่ละคนไม่ได้มากมายเมื่อเทียบกับชีวิตที่สูญเสียไป มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างขึ้นศาลได้ยินทนายฝั่งคู่กรณีพูดลอยๆเหมือนจะให้ฝั่งโจทก์ได้ยินว่า "ฟ้องร้องกันไปถึงที่สุดก็ไม่รู้จะได้เท่าไหร่นะ พ่อเป็นข้าราชการบำนาญ ลูกก็ยังไม่มีงานทำ" ซึ่งทำให้ฉันเสียความรู้สึกมาก" นางสุชาดา กล่าว

นางสุชาดา กล่าวต่ออีกว่า ส่วนเรื่องความช่วยเหลือจากภาครัฐหลังจากนี้ขอปรึกษากับทีมทนายความก่อนว่าขั้นตอนหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ไม่รู้ว่าเรื่องดังกล่าวมันจะจบลงเร็วหรือช้า แต่ตนมีความรู้สึกว่าช่วงเวลาที่กว่าคดีจะสิ้นสุดมันนานอะไรมันก็เกิดขึ้นได้

"อยากฝากถึงคู่กรณีว่า คุณควรเคารพคำตัดสินของศาล เรายังเคารพเลย เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา คุณถือว่ามีระดับกว่าเรา ควรจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล ควรมีจิตสำนึกนิดนึง ควรจะเห็นใจผู้ที่สูญเสีย" นางสุชาดา กล่าว

เรื่องโดย ศุภชัย เพชรเทวี | ภาพโดย ศุภชัย เพชรเทวี
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend