ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563.

"ส้มบ่มแก๊ส" ย้อนรอยยุคซ้าย "เผาวรรณคดีไทย"

10.7K 69
ส้มบ่มแก๊ส ย้อนรอยยุคซ้าย เผาวรรณคดีไทย

อันที่จริงวลี "ส.ส.งานศพ" หรือ "ส.ส.งานบวช" มีการพูดถึงมานานแล้ว โดยเฉพาะแวดวงนักรัฐศาสตร์ ที่ต้องการชี้ให้เห็น "ระบบอุปถัมภ์การเมืองไทย" ต้นตอฉุดรั้งความก้าวหน้าของประชาธิปไตยเมืองไทย

ถ้ากลับไปอ่านหนังสือ "สองนคราประชาธิปไตย" ของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็จะเห็นสองภาพสองวิถีนักเลือกตั้ง บรรดา "ส.ส.ภูธร" ต้องไปงานศพ งานบวช งานบุญ ฯลฯ ไม่งั้น ชาวบ้านจะด่าว่า "คนลืมตัว วัวลืมตีน"

ตรงกันข้าม "ส.ส.นครบาล" ที่ได้เป็นผู้แทนฯ เพราะกระแสพรรค จึงไม่ต้องวิ่งรอกงานศพ งานบวช งานแต่ง ยกเว้นผู้แทนเมืองหลวง โซนขอบกรุง ยังต้องปฏิบัติตัวเหมือน ส.ส.ภูธร


บังเอิญนักการเมืองรุ่นใหญ่ค่ายส้มหวาน พูดถึง ส.ส.งานศพ ด้วยท่วงทำนอง "เหยียดหยัน" ดันเล่นเฮทสปีชติดแฮชแท็ก #ส.ส.ตลาดล่าง ก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แถมเจอรุ่นพี่ ส.ส.อ่างทอง ออกมาสอนมวยอีกต่างหาก

ดีนะที่ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ชิงตัดไฟเสียแต่ต้นลม รีบออกมาขอโทษแทนลูกพรรค จึงทำให้กระแส ส.ส.ตลาดล่าง ค่อยๆ เงียบหายไป

จะว่าไปแล้ว นักการเมืองค่ายสีส้มส่วนใหญ่หลงละเลิงในชัยชนะชนิดเหนือความคาดหมาย จึงสถาปนาความเป็น "คนรุ่นใหม่" ที่ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด ไม่ต้องแคร์ผู้ใหญ่

จำได้ว่า วันปฐมนิเทศ ส.ส.ใหม่ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" เลขาธิการพรรค ได้ย้ำถึงพรรคอนาคตใหม่ จะต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า หน้าที่ผู้แทนคืออะไร? ส.ส.ไม่มีหน้าที่ไปงานบวช งานแต่ง งานศพ ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง ส.ส.จะต้องทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ

แต่นักการเมืองค่ายส้มหวาน ก็ต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ปฏิเสธผู้อาวุโสอย่างไร้เหตุผล หรือเอาแต่ชี้หน้าด่าว่า พวกเขาเป็นพวกไดโนเสาร์

ถ้ายังจำกันได้ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" เคยพูดในงาน FutureFest ที่ The factory jam คลองสาน ปลายปีที่แล้วว่า "ทฤษฎีหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญอย่างแพร่หลายในเมืองไทยคือ สยามเมืองยิ้ม แต่รู้หรือไม่ว่า ทำไมทุกคนถึงกล่าวเช่นนี้ วัฒนธรรมในสังคมไทยคือ วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย เจ้ายศเจ้าอย่าง อำนาจนิยม ที่ไม่ส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เกิดมาการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องผิด ต้องเข้าเคารพผู้อาวุโส บางมหาวิทยาลัยต้องคุกเข่าเสิร์ฟกาแฟให้แก่อาจารย์"

สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ได้ซึมซับความคิดแบบ "ธนาธร-ปิยบุตร" แบบไม่กรอง ไม่คิดเอง เมื่อ "เทพธนาธร" หรือ "เทพปิยบุตร" พูดก็ถูกทุกอย่าง

ย้อนไปเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พายุสังคมนิยมพัดแรงจัด ขบวนการนักศึกษาไทยเอียงไปข้างซ้าย รวมทั้งมีพรรคการเมืองเกิดใหม่ ขายแนวคิดสังคมนิยมเพียวๆ

อิทธิพลการปฏิวัติวัฒนธรรมของเยาวชนแดงในเมืองจีน ส่งผลให้เกิดวงศึกษาสรรนิพนธ์ประธานเหมา เจ๋อตุง ในหมู่เยาวชนไทยช่วงปี 2517-2518

หลายคนคงจำได้มีการวิพากษ์ระบบการศึกษาแบบเก่าว่า เป็นการศึกษาแบบล้าหลัง รับใช้สังคมทุนนิยม และใช้ระบบแพ้คัดออก ทำให้ชนชั้นล่างมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ยาก

ปี 2517 มีการวิพากษ์วัฒนธรรมเก่าด้วยการเสนอคำขวัญ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน หักล้างแนวทางศิลปะแบบเก่า จนนำไปสู่การเผาวรรณคดีไทย

เนื่องจากคนหนุ่มสาว พ.ศ.โน้น มองว่า วรรณคดีทั้งหลายแสดงจิตสำนึกของศักดินา สมควรที่จะนำเอาวรรณคดีเหล่านั้นมาเผาทิ้ง

การก้าวล้ำนำหน้าคนส่วนใหญ่ ได้นำ "ซ้ายใหม่" ไปสู่สมรภูมิไทยฆ่าไทย โศกนาฏกรรมกลางเมือง

จึงอยากฝาก ส.ส.อนาคตใหม่ อย่าทำตัวเหมือน "มะม่วงบ่มแก๊ส" สุกก่อนเวลา เมื่อคนซื้อไปรับประทาน ก็รู้สึกผิดหวัง

คอลัมน์... กระดานความคิด โดย... บางนาง บางปะกง

เรื่องโดย คมชัดลึก | ภาพโดย คมชัดลึก
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend