ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

TIJ จับมือฮาร์วาร์ด นำหลักนิติธรรม สร้างสังคมเท่าเทียม

1.11K 0
TIJ จับมือฮาร์วาร์ด นำหลักนิติธรรม สร้างสังคมเท่าเทียม

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความสนใจไม่ได้หยุดอยู่ที่เพียงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังรวมถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม สิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับฐานะทางเศรษฐกิจ รายได้ การกระจายตัวของสินทรัพย์ การเข้าถึงบริการทางการศึกษาและสุขภาพ ซึ่งนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี

ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และนวัตกรรมมีอัตราการเติบโตสูง ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ก็ยังคงอยู่และขยายวงกว้างขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอาเซียนตัวอย่างเช่นในประเทศไทย กลุ่มเศรษฐี แม้จะมีจำนวนเพียงร้อยละ 1 ของประเทศ กลับเป็นผู้ครอบครองสินทรัพย์กว่าร้อยละ 58 ของประเทศ หรือในประเทศอินโดนีเซีย คนที่ร่ำรวยที่สุด 4 คนของประเทศ มีทรัพย์สินรวมกันมูลค่ามากกว่าประชาชนอีก 100 ล้านคนในอินโดนีเซีย สถานการณ์เช่นนี้ยังเห็นได้ในประเทศอาเซียนอื่น ๆ อีกด้วย

ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่หลายประเทศต้องเผชิญ เป็นผลจากการที่รัฐขาดการดูแลคนกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง กฎหมายและนโยบายต่างๆ ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของหลักนิติธรรม ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรม จะมีกฎหมายและนโยบายที่ส่งเสริมความเท่าเทียม ไร้อคติ ทุกภาคส่วนมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีกระบวนการออกกฎหมายที่โปร่งใส และที่สำคัญที่สุดคือมีระบบยุติธรรมที่เป็นกลาง หลักการดังกล่าวเน้นย้ำให้เห็นว่าสังคมนั้นจะ"ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง" ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ 2030 (SDGs) ที่มุ่งเป้าหมายให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจใด มีและได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันในสังคมด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในหลักนิติธรรมและการกำหนดนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน


สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับสถาบัน IGLP แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จึงจัดการอบรมหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ขึ้นมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักบริหารจากหลากหลายสาขาอาชีพเข้าร่วมการอบรมกว่า 140 คน จาก 45 ประเทศทั่วโลก

ในพิธีเปิดหลักสูตร ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ บอกว่า "เพราะหลักนิติธรรมนั้นสำคัญเกินกว่าที่จะให้เป็นเครื่องมือเฉพาะของกลุ่มนักกฎหมาย จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะสร้างเครือข่ายผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน"

การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมถือเป็นสิทธิพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน การขาดซึ่งสิทธินี้อาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ทุกภาคส่วนในสังคมจึงควรจัดทำและบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่สร้างการมีส่วนร่วม ไม่แบ่งแยกกีดกัน สร้างสังคมที่ยุติธรรม

แต่ว่านโยบายที่ดี ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการตั้งข้อสันนิษฐานที่หละหลวม หรือการเร่งหาวิธีสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการในทันที แต่จำเป็นต้องมองมองปัญหาอย่างรอบด้าน และรู้จักการ"ตั้งคำถามเชิงนโยบายที่ดี"

สอดคล้องกับ ดร.โอซามา ซิดดิค นักวิชาการด้านกฎหมายและที่ปรึกษาการปฏิรูปนโยบาย จากประเทศปากีสถาน หนึ่งในเครือข่ายอาจารย์จากสถาบัน IGLP ที่ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ "Asking Better Policy Questions" บอกว่า การตั้งคำถามที่ดี จากการทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเข้ามามีส่วนร่วม ทำความเข้าใจกับประเด็นปัญหาจากหลายแง่มุม ทั้งของกฎหมายและนโยบายที่มีความเกี่ยวข้องกัน ที่มีความคาบเกี่ยวกัน และที่แตกต่างกัน จะทำให้นโยบายสามารถส่งผลแก่คนกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาในการออกกฎหมายและนโยบาย เพราะมีส่วนทำให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดในตลาดเกิดใหม่ต่างๆ ในเรื่องนี้ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสถาบัน IGLP แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชี้ให้เห็นว่า "คำถามเพื่อกำหนดนโยบาย จึงอยู่ที่ว่า ต้องทำอย่างไรเราจึงจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศที่มีความแตกต่างกันหลายด้าน ทั้งพัฒนาการทางเศรษฐกิจ การมีส่วนร่วมในสังคม และความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีได้สำเร็จ"

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการขาดโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อกลุ่มผู้เปราะบางทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนชายขอบ ผู้หญิง เด็ก ผู้ที่มีความพิการทางร่างกาย และผู้อพยพ ห้องเรียน"Problem Labs" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรหลักนิติธรรมและการกำหนดนโยบาย ได้กล่าวถึงกรณีศึกษาหลายกรณีที่ระบุว่า กลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมอาหารทะเล และอุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นกลุ่มที่ทนทุกข์มากที่สุด กับสภาพการทำงานที่อันตรายและไร้ซึ่งมนุษยธรรม แต่กลับได้รับค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแสวงหาประโยชน์ ทำให้พวกเขาและครอบครัวต้องอยู่อย่างหวาดกลัว ดังนั้นกฎหมายและนโยบายที่จะช่วยพวกเขาได้ จำเป็นต้องสร้างค่านิยมและธรรมเนียมทางสังคมที่ส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรม

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์