ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

(คลิปข่าว) มหาสงครามการค้า "สหรัฐ-จีน" แค่เริ่มต้น

1.99K 591

ปีนี้เป็นปีที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สองมหาอำนาจของโลกได้ยกระดับสู่จุดสูงสุด เนื่องมาจากสงครามการค้า ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงไปทั่วทุกมุมโลก แม้ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายจะสงบศึกกันชั่วคราว แต่รากเหง้าของความขัดแย้งที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน คงไม่สามารถคลี่คลายได้ง่ายๆ ในช่วงเวลา 90 วัน สงครามการค้าที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และนี่ก็คือหนึ่งในที่สุดของข่าวต่างประเทศในปี 2561

สหรัฐอเมริกา คือ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ประเทศจีนตามมาเป็นอันดับที่สอง จีนคือคู่ค้าอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯ ก็เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีน เมื่อปี 2560 สหรัฐฯ กับจีน มีมูลค่าการค้ากว่า 6 แสน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่จีนเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าถึง 375,000 ล้านดอลลาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาพร้อมกับแนวนโยบาย อเมริกา เฟิร์ส หรืออเมริกาต้องมาก่อน เขาโจมตีว่า การค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจเป็นการค้าที่ "ไม่เป็นธรรม"โดยอ้างว่ารัฐบาลจีนแทรกแซงตลาดด้วยการปกป้องและช่วยเหลืออุตสาหกรรมไฮเทค บังคับให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในจีนถ่ายทอดเทคโนโลยี และขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ และยังโจมตีองค์การการค้าโลกหรือ WTO ว่าไร้ประสิทธิภาพและขู่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิก

หลังการเจรจาระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อปี 2560 ถึง 3 ครั้งทั้งในสหรัฐฯ จีน และนอกรอบการประชุมจี 20 ที่เยอรมนีไม่เป็นผล รัฐบาลสหรัฐฯ จึงได้เริ่มยิงกระสุนนัดแรกแห่งมหาสงครามการค้าเมื่อวันที่ 22 มกราคม ด้วยการตั้งกำแพงภาษีแผงโซลาร์เซลล์และเครื่องซักผ้า ซึ่งจีนเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ตามมาด้วยนัดที่สองจากกำแพงภาษีเหล็กและอลูมิเนียม ในวันที่8 มีนาคม


ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกทั้งชาติคู่แข่งและพันธมิตร โดยอ้างเหตุผลเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ ฝั่งจีนเองก็ไม่รอช้า ยิงสวนสหรัฐฯ มาเมื่อวันที่ 2 เมษายน ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่าแบบเบาะๆ 3 พันล้านดอลลาร์3 เดือนผ่านไป สงครามการค้าระลอกสองได้เริ่มขึ้น 6 กรกฎาคม สหรัฐฯ และจีนต่างตั้งกำแพงภาษีสินค้าของกันและกันในมูลค่าเท่ากัน 3 หมื่น 4 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่มเติมอีก 1 หมื่น 6 พันล้านในวันที่ 23 สิงหาคม รวมเป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์

ซึ่งถือเป็นมูลค่าเพียงแค่ 1 ใน 4 ของสงครามการค้าระลอกที่สามที่ตามมาในเดือนกันยายน คราวนี้สหรัฐฯ ฟาดภาษีนำเข้าใส่สินค้าจีนแบบมโหฬารถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ แถมขู่ว่าที่เหลืออีก 2 แสน 6 หมื่น 7 พันล้านก็จะไม่รอดถ้าจีนออกมาตรการตอบโต้ แต่จีนก็ใช่ว่าจะกลัว ตอกกลับสหรัฐฯ ไปอีก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยทั้งคู่ต่างเล่นงานอุตสาหกรรมที่ถือเป็น "ยุทธศาสตร์" ของแต่ละฝ่าย สหรัฐฯ มุ่งถล่มสินค้าเทคโนโลยีตามนโยบาย "เมด อิน ไชน่า 2025" 

ส่วนจีนก็โจมตีสินค้าเกษตร ซึ่งเกษตรกรเป็นฐานเสียงที่สำคัญของทรัมป์ ในที่สุด 2 ผู้นำก็หันหน้าเข้าหากันอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ตกลงสงบศึกชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน โดยทั้งคู่ต่างส่งสัญญาณประนีประนอม สหรัฐฯ จะเลื่อนการขึ้นภาษีสินค้าจีนในวันที่ 1 มกราคมออกไป ขณะที่จีนก็ระงับการขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าจากสหรัฐฯ และกลับมาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ อีกครั้ง แต่ยังเป็นปริมาณที่น้อยมาก

สงครามการค้าผ่านมาแล้วเกือบ 1 ปี ดูเหมือนทรัมป์จะเป็นฝ่ายปราชัย เพราะเมื่อดูจากข้อมูลการค้าล่าสุดระหว่างสองชาติในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ ทำสถิติขาดดุลการค้าต่อจีนถึง 4 หมื่น 3 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว สูงที่สุดในประวัติศาสตร์

สี จิ้นผิงกล่าวในโอกาสครบรอบ 40 ปีการเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิงในเดือน ธ.ค.ว่า ในอนาคตจีนจะเจอกับความเสี่ยง ความท้าทาย และพายุอันปั่นป่วนเหนือจินตนาการทุกรูปแบบ แต่ไม่มีใครสามารถบงการให้จีนทำหรือไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ การเปิดประเทศนำมาซึ่งความก้าวหน้า ในขณะที่การปิดตัวเองย่อมนำมาซึ่งความล้าหลัง

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์