ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ส่อแจ้งความเพิ่ม "พี่คล้าว ควายยิ้ม 2018" ตร.ยันทำตามหน้าที่ เตรียมหารือคนดูแลควาย

890 91
ส่อแจ้งความเพิ่ม พี่คล้าว ควายยิ้ม 2018 ตร.ยันทำตามหน้าที่ เตรียมหารือคนดูแลควาย

จากกรณีนายสุรัตน์ แผ้วเกตุ หรือพี่คล้าว 2018 เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนสน.คันนายาว และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงประชาชนเรี่ยไรเงินบริจาคไถ่ชีวิตเจ้าทองคำ ควายยิ้มชื่อดัง ในเบื้องต้นนายสุรัตน์ ให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยหลังจากให้การเสร็จทางเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวกลับไปเนื่องจากไม่มีพฤติการจะหลบหนีตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่สน.คันนายาว พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช ผกก.สน.คันนายาว เปิดเผยความคืบหน้าว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.นายสุรัตน์ได้มามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและได้ให้การในรายละเอียดเกี่ยวกับคดีถึงที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร ซึ่งได้มีการประชุมพนักงานสอบสวนเนื่องจากมีประเด็นหลายประเด็นที่ต้องสอบ ประเด็นแรกเรื่องผู้บริจาคเงินทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจรายการเคลื่อนไหวเงินในบัญชี และเชิญผู้ที่บริจาคเงินเพราะเหตุใด มีเหตุจูงใจอะไรที่ให้คุณบริจาค และต้องการประสงค์นำเงินคืนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหาย 2 รายที่มาร้องทุกข์ และมีผู้ติดต่อสอบถามเข้ามาอีก 2-3 ราย

พ.ต.อ.สิงห์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้คดีฉ้อโกงประชาชน พรบ.ฟอกเงิน และพรบ.คอมพิวเตอร์ เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ มีฐานะ 2 ฐานะ คือ ฐานะผู้เสียหายที่ได้บริจาคเงินไป และฐานะผู้กล่าวโทษ ในทุกคดีหากเป็นเรื่องเล็กน้อยที่พอจะพูดคุยกันได้ ทางสน.คันนายาวเปิดโต๊ะเจรจาให้ผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายให้เป็นความประสงค์ของแต่ละฝ่ายที่จะพร้อมเจรจากันหรือไม่ หากเจรจาตกลงกันได้และถอนคำร้องทุกข์ไป แต่ในทางคดีอาญาตำรวจก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปพ.ต.อ.สิงห์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องควายทำไมตำรวจต้องยึด ขอชี้แจงว่าตำรวจไม่ได้ไปยึดควายมา แต่ทางนายกอบต. นำเงิน 100,000 บาท มามอบให้พนักงานสอบสวน เนื่องจากเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำผิด ก็กลัวตัวเองจะเดือดร้อน และได้ไปคุยกับนายสุรัตน์โต้แย้งกรรมสิทธิในเรื่องควาย จึงตกลงกันว่าจะนำควายมาไว้ที่สน.คันนายาว เขาก็นำควายมาเองตำรวจไม่ได้ไปยึดควายในสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้การยึดควายยึดตามความผิดพรบ.ฟอกเงิน ตามข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งแก่นายสุรัตน์ไป ซึ่งจะต้องพิสูจน์กันว่าผิดจริงหรือไม่

พ.ต.อ.สิงห์ กล่าวว่า การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหากประชาชนได้รับความเสียหายในคดีอาญาเขาก็มาร้องทุกข์ แต่มีนักกฎหมายหลายท่านวิพากษ์วิจารณ์ ผมก็อยากชี้แจงว่า เราในฐานะพนักงานสอบสวน หากมีคนมาร้องทุกข์มูลเหตุเบื้องต้นเราก็ต้องรับ จะบอกว่าคดีเล็กน้อย ผมไม่รับไม่ได้ อย่างสน.คันนายาวมีคดีเกิดขึ้นมากมาย เช่น จอดรถกีดขวางหน้าบ้าน ข้างบ้านทะเลาะกัน ปล่อยหมาเข้าบ้าน ฯลฯ เจ้าหน้าที่ก็ต้องรับเรื่องไว้หมด เมื่อสอบสวนไปแล้วมีพยานหลักฐานพอเชื่อได้ว่าคือไม่ต้องบริสุทธิ์ 100% เราก็ต้องออกหมายเรียกผู้ต้องหามาแจ้งข้อหา อย่างคดีดังกล่าวผู้เสียหายซึ่งเป็นทนายสงกรานต์ก็เป็นทนายความ ความจริงการร้องทุกข์เอาข้อเท็จจริงและรายละเอียดการกระทำผิดมาให้ตำรวจ แต่ข้อกฎหมายเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ทางพนักงานสอบสวนจะปรับให้เข้าข้อกฎหมาย แต่ทนายสงกรานต์ได้มาร้องทุกข์และมีข้อกฎหมายมาด้วย เราก็รวบรวมพยานหลักฐานจากที่ทนายสงกรานต์นำมาให้ แล้วเราก็รวบรวมข้อมูลตรวจสอบบัญชีเส้นทางการเงิน รวมถึงการตรวจสอบเฟซบุ๊กว่าโพสต์ว่าอย่างไร และดูคลิปที่นายสุรัตน์พูด และได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามาให้ความเห็น จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้ออกหมายเรียกไปและไม่ได้ใช้ความรุนแรงในการที่จะออกหมายจับเลย แม้ว่าทางผู้กล่าวหาจะบอกพนักงานสอบสวนให้ออกหมายจับเลย แต่ทางพนักงานสอบสวนมองว่าเรื่องนี้ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และยังอยู่ในพื้นที่ จึงได้ออกหมายเรียกไป แต่ทางนายสุรัตน์ก็มามอบตัวก่อน

พ.ต.อ.สิงห์ กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 3 ธ.ค. เวลา 10.00 น. ได้เรียกนายบุญเลิศ กาฬภักดี นายก อบต.สุขเดือนห้า เจ้าของควาย และนายสุรัตน์ แผ้วเกตุ มาพบเรื่องควายของกลางจะให้ไปอยู่ในความดูแลของใคร โดยให้นายบุญเลิศ และนายสุรัตน์ไปพูดคุยตกลงกันก่อน ก่อนจะมาทำบันทึกให้เป็นลายลักษณ์อักษร

ส่วนกรณีเรื่องที่เกิดขึ้นที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้จะมีผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ ทางพ.ต.อ.สิงห์ กล่าวว่า นายสุรัตน์เป็นคนซื่อ แต่มีผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้สิ่งต่างๆ โด่งดังขึ้นมา เช่น ควายยิ้ม ก็มีประเด็นให้เจ้าหน้าที่ต้องไปสอบผู้เกี่ยวข้องที่ชำนาญการด้านควายว่าควายสามารถยิ้มได้ไหม ไปหงายคอขึ้น ไปดึงเชือกข้างหลังทำให้เขาเจ็บแล้วเขาอ้าปาก ใครเป็นคนถ่ายภาพ ใครเป็นคนทำเพจ ใครโพสต์ ทำให้ประชาชานเข้าใจว่าควายยิ้มได้ สร้างกระแส ใครบ้างที่เกี่ยวข้องซึ่งนายสุรัตน์เป็นคนซื่อก็ให้การหมดว่าใครพาเขาไปไหนอย่างไร พาไปเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคือปศุสัตว์ พาไปหาผู้สื่อข่าวช่องหนึ่ง อย่างเมื่อวันที่ 29 พ.ย. มีผู้สื่อข่าวช่องหนึ่งที่ออกรายการ(อัมรินทร์) มีรถไปรับนายสุรัตน์ จัดหาทนายความให้ แล้วพามาสน. ซึ่งผมก็ได้แจ้งข้อหากับนายสุรัตน์แล้วกำชับว่า ผมจะปล่อยตัวไปนะ แต่ห้ามไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ห้ามไปให้สัมภาษณ์ในเรื่องคดี แต่ถ้าให้สัมภาษณ์เรื่องเลี้ยงควายหรือให้ความรู้เกี่ยวกับควายได้ไม่เป็นไร ก็เห็นมีไปออกรายการและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และมีท่านอัยการปรเมศวร์ที่โจมตีการทำงานของพนักงานสอบสวน ผมได้กำชับไปแล้วแต่ทำไมยังไปออกรายการในทำนองนั้นและเป็นรายการที่ออกฝ่ายเดียว สร้างความเสียหายให้กับผม ผมรับราชการตำรวจมาตลอดชีวิตผมรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ถ้าคุณสุรัตน์คิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำผิดไม่ถูกต้อง คุณฟ้องร้องผมได้เลย เพราะหากควายเป็นอะไรไป ผมก็ต้องรับผิดชอบ แต่เรื่องดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิผมจะคืนได้อย่างไร ต้องขอความเป็นธรรมให้กับตำรวจด้วย

เมื่อถามว่าจะออกหมายเรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่อยู่เบื้องหลังในคดีนี้หรือไม่ พ.ต.อ.สิงห์ กล่าวอีกว่า จะต้องเรียกหมด โดยจะตรวจสอบเส้นทางการเงินและเส้นทางการสื่อสารทั้งหมด ว่าใครมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร การทำข่าวต่างจังหวัดก็มีสตริงเกอร์ คอยส่งข่าวไปแต่ละช่อง เขาก็ได้ไปถ่ายภาพนายสุรัตน์ ที่อยู่กับควาย มีภาษาทางกาย ทางเดินไปลงน้ำ มีท่าร้องไห้ ท่าอะไรต่างๆ เป็นบุคลิกภาพโดยปกติของนายสุรัตน์หรือไม่ หรือสร้างภาพขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้กล่าวหาเขาก็สงสัยในประเด็นนี้ด้วย เจ้าหน้าที่ก็ต้องสอบตามประเด็น ส่วนนายสุรัตน์มีพยานหลักฐานใดมา เจ้าหน้าที่ก็พร้อมที่จะให้อยู่ในสำนวน รวมถึงผู้บริจาคที่บริจาคให้นายสุรัตน์ด้วยความเต็มใจ รู้ว่าไม่ได้ฉ้อโกงก็ขอให้เข้ามาให้การ เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความเป็นธรรมในทุกฝ่าย พนักงานสอบสวนก็เหมือนตาชั่งที่จะต้องฟังความทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อพิสูจน์รายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำผิด คดีนี้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชน ผมทำคดีก็ต้องละเอียดรอบคอบ


เรื่องโดย กรกมล อักษรเดช | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์