ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ถอดรหัส "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" ทำไมงานเพียบ เสียบทุกคดี

3.42K 595
ถอดรหัส โจ๊ก หวานเจี๊ยบ ทำไมงานเพียบ เสียบทุกคดี

วันนี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินชื่อ "บิ๊กโจ๊ก" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รรท.ผบช.สตม.) ที่รู้จักกันในฉายา "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" เพราะมีผลงานการจับกุมบรรดาอาชญากรไม่เว้นแต่ละวัน

อีเวนท์ตั้งโต๊ะแถลงของ "บิ๊กโจ๊ก" อยู่ที่เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 2-3 คดี บางวันสูงถึง 7-8 คดี แถมบางทีตี 1 ตี 2 ยังนัดแถลงข่าวอยู่แลย

ตำแหน่งหลักของเขาสมัยก่อนคือรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รองผบช.ทท.) ปัจจุบันย้ายมาอยู่สตม. แต่กลับมีข่าวแถลงเกี่ยวกับคดีประเภทต่างๆ มากมาย ไม่ต่างอะไรกับ "ผบ.ตร.น้อย"

คำถามที่น่าสนใจก็คือ "บิ๊กโจ๊ก" ทำแบบนี้ได้อย่างไร?

คำตอบก็คือต้นธารของผลงานคดีอาชญากรรมจำนวนมหาศาลที่ "บิ๊กโจ๊ก" นำมาแถลง มาจากศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ "ศปอส.ตร." ซึ่ง "บิ๊กโจ๊ก" นั่งเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์อยู่

ฐานบัญชาการของศปอส.ตร. อยู่ที่อาคาร 1 ชั้น 1 กรมปทุมวัน ซึ่งก็คือสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั่นเอง

ไล่ดูแผนผังโครงสร้างการทำงานจะพบว่า ศปอส.ตร. รับผิดชอบหน้างานถึง 12 ด้าน 12 ฐานความผิด ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์, ความผิดเกี่ยวกับโรแมนซ์สแกม, ความผิดเกียวกับการฉ้อโกงออนไลน์, ความผิดเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบ, ความผิดเกี่ยวกับโอเวอร์สเตย์ หรือการที่คนต่างด้าวพำนักอยู่ในประเทศไทยเกินระยะเวลาที่ได้รับวีซ่า

ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ การปราบปรามสื่อลามกอนาจาร, ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันแข่งม้า, การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์, ความผิดเกี่ยวกับการแข่งรถในทางสาธารณะ, ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะยาทรามาดอล ซึ่งหมายถึงยาแก้ปวดชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาผสมกับสารอื่นให้เป็นของมึนเมาและความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทั่วไป

เห็นหน้างานที่ครอบคลุมอาชญากรรมแทบทุกด้านบนโลกใบนี้แล้ว จึงไม่น่าแปลกประหลาดอะไรที่ไม่ว่าคดีไหนก็ต้องมี "บิ๊กโจ๊ก" เข้ามาเกี่ยวข้อง บทบาทของ "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" ทุกวันนี้จึงไม่ต่างอะไรกับ "ผบ.ตร.น้อย"

พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิศมัย หัวหน้าชุดทำงานของศปอส.ตร. เล่าว่า ศูนย์แห่งนี้ยกระดับมาจากศูนย์ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นงานเดิมที่ "บิ๊กโจ๊ก" รับผิดชอบอยู่แล้วสมัยเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จากนั้นจึงยกระดับมาเป็นศปอส.ตร.ที่ยิ่งใหญ่ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยมีตำรวจมือดีวนกันเข้ามาทำงานเป็นมือไม้ให้ "บิ๊กโจ๊ก" มากถึง 300 นาย ทำให้มีผลงานการสืบสวนจับกุมรวมทั้งจัดการเรื่องร้องเรียนประสบความสำเร็จและเป็นข่าวแทบทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

"ก่อนที่จะมีการตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้นมา เริ่มจากการที่ผมได้รับมอบหมายจากพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ให้ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แพร่ระบาดอย่างหนักเมื่อปี 60 ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายต่อประเทศนับพันล้านบาทต่อปี จากเดิมเป็นเพียงแค่ศูนย์ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์เท่านั้น ต่อมาได้ก่อตั้งมาเป็นศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อขยายขอบเขตการสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการกระทำผิดทางอาญาทั่วราชอาณาจักร"

"หน้างานของศปอส.ตร. แบ่งออกเป็นประเภทอย่างกว้างๆ ได้ 2 ลักษณะ คือ การดำเนินคดีที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เช่น คดีเงินกู้นอกระบบ และอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงคดีที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง หรือสร้างความสับสนในสังคม อย่างคดีน้องณิชา ที่ถูกขโมยบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีเพื่อรองรับการโอนเงินของแก๊งมิจฉาชีพ หรือแม้แต่คดีโรแมนซ์สแกม และคดีฉ้อโกงต่างๆ"

"ศูนย์แห่งนี้เป็นหน่วยงานที่รวบรวมข้าราชการตำรวจมือดีจากทั่วประเทศที่มีความรู้ความชำนาญด้านต่างๆ มากกว่า 300 นาย โดยมี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เป็นกุนซือในการทำงานทุกคดี หากจะเปรียบเทียบก็คงไม่ต่างจากการบริหารทีมฟุตบอล เป็นผู้จัดการทีม เป็นกุนซือ โดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ จะเลือกเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละนายให้เข้าไปสืบสวนคดีต่างๆ" พ.ต.ท.เขมรินทร์ อธิบาย

แน่นอนว่าการเลือกใช้คนให้เหมาะสมกับงาน หรือ put the rihgt man on the right job ย่อมเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ อย่าง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผู้กำกับการ สภ.บ้านเป็ด จ.ขอนแก่น นายตำรวจมือดีแห่งภาคอีสาน ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ "บิ๊กโจ๊ก" ดึงมาทำงาน และช่วยคลี่คลายคดีที่ถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะคดีเงินกู้นอกระบบ ซึ่งแต่ละคดีต้องใช้เทคโนโลยีการสืบสวนชั้นสูงเข้ามาช่วย เพราะคดีมีความซับซ้อนทั้งห้วงเวลาที่เกิดเหตุและตัวละครในคดี

"ต้องเข้าใจว่าคดีเงินกู้นอกระบบ คดีส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว จึงต้องใช้การสืบค้นที่ลงลึก และใช้เทคนิคการสืบสวนขั้นสูงเข้ามาช่วย เพื่อสืบค้นข้อมูลต่างๆ และเก็บรวบรวมมาเป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำความผิด" พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าว

เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.นฤวัต พุทธวิโร นายตำรวจมือดีอีกคนหนึ่งจากกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีอาชญากรรมข้ามชาติและคดีนอมินี หรือ "ตัวแทนเชิด" ซึ่งอาชญากรจากทั่วโลกมักใช้ประเทศไทยเป็นที่กบดานหรือเป็นฐานในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย แล้วใช้เงินจ้าง "นอมินี" ขึ้นมาเปิดกิจการบังหน้า มิจฉาชีพเหล่านี้ก็อยู่ในเป้าหมายที่ทีมงานของ "บิ๊กโจ๊ก" ต้องจัดการ

"เราจะมีสายตามเมืองท่องเที่ยวและเมืองใหญ่ๆ ทั้งหมด เราจะทิ้งเบอร์โทรศัพท์หรือวิธีการติดต่อเอาไว้ เช่น เบอร์ตม. ตำรวจท่องเที่ยว หรือ 191 ถ้าประชาชนพบเห็นชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนแล้วมีลักษณะผิดปกติ เช่น ปิดบ้านเงียบ ไม่ติดต่อกับใครเลย เมื่อประชาชนแจ้งมา เราก็จะลงไปตรวจสอบ เฝ้าติดตามสะกดรอย จนทราบแน่ชัดว่ากระทำผิดหรือไม่ ถ้ากระทำผิดก็จะเข้าไปดำเนินการจับกุมทันที" พ.ต.ท.นฤวัต ระบุ

ขณะที่คดีสุดคลาสสิกอย่างโรแมนซ์สแกม หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "คดีหลอกรักออนไลน์" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ก็เลือกใช้บริการ พ.ต.ท.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รองผู้กำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เข้ามารับผิดชอบ เพราะมีหญิงไทยตกเป็นเหยื่อมากมาย หนำซ้ำอาชญากรยังที่มีความเชี่ยวชาญการใช้อินเทอร์เน็ต จึงต้องใช้นายตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเข้าไปจัดการ

"เวลาสืบคดีเราจะไล่จากความเคลื่อนไหวทางบัญชีก่อนว่าผู้เสียหายโอนเงินไปที่บัญชีไหน เราก็ไล่จากบัญชีธนาคาร เพราะกลุ่มคนร้ายจะแยกเป็นกลุ่มหน้าม้าเปิดบัญชี กลุ่มที่รวบรวมบัญชี และกลุ่มที่เบิกเงินออกไป ก็จะไล่ไปตามนี้ เพราะมีการกระทำผิดเป็นขบวนการ ไม่ได้ทำคนเดียวแน่นอน" พ.ต.ท.ธัชพงศ์ อธิบาย

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของตำรวจระดับหัวกะทิกว่า 300 นายที่ "บิ๊กโจ๊ก" เลือกมาใช้งานในภารกิจปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวช่วยในการกระทำความผิด เห็นแบบนี้แล้วหลายคนคงหมดคำถามว่าทำไม "บิ๊กโจ๊ก" ถึงงานชุก โลดแล่นอยู่บนหน้าสื่อได้ทุกวัน และเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมแทบทุกคดี


เรื่องโดย อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์ ทีมล่าความจริง | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์