ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ดีเบต61 "อภิสิทธิ์" แฉมีภัยคุกคาม เหตุต้องจัดโหวตหัวหน้า ลั่นแม้แพ้จะไม่ลาออก

1.43K 86
ดีเบต61 อภิสิทธิ์ แฉมีภัยคุกคาม เหตุต้องจัดโหวตหัวหน้า ลั่นแม้แพ้จะไม่ลาออก

ดีเบต 61 โชว์วิสัยทัศน์ผู้นำธงเลือกตั้ง ย้ำทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ด้าน "อภิสิทธิ์" แฉมีภัยคุกคาม เหตุต้องจัดโหวตหัวหน้า ลั่นแม้แพ้จะไม่ลาออก ด้าน "วรงค์" ใช้แนวปราบโกง ฟื้นประเทศ รับการแข่งขันยากเหมือนสู้กับระบอบทักษิณ ส่วน "อลงกรณ์" ชูการเมืองสีขาว ขอใบลาออก ผู้สมัคร ส.ส.-รมต.ล่วงหน้า หากพบโกง แจงไม่ได้ ให้ออกทันที (ข่าวโดย : ขนิษฐา เทพจร)

สื่อข่าวรายงานถึง เวที ดีเบตเพื่อให้ผู้สมัครชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8 ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัคร หมายเลข 1 , นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้สมัคร หมายเลข 2 และ นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้สมัครหมายเลข 3 ได้แสดงวิสัยทัศน์ ภายใต้หัวข้อ "ดีเบต61 ประชาธิปัตย์ คนไทยจะได้อะไร" ผ่าน 9 คำถามที่ถูกเลือก ซึ่งเน้นมุมมองต่อพรรคประชาธิปัตย์ แนวคิดด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่ง ถึงจุดยืนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ปี 2562 ว่าใครที่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ต้องจัดตั้งรัฐบาล ส่วนเงื่อนไขของการร่วมรัฐบาลจะอยู่ภายใต้การดำเนินนโยบายเป็นหลัก ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคที่สามารถทำงานและสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้ โดยไม่คำนึงถึงการต่อรองผลประโชน์หรือตำแหน่งใด อย่างไรก็ตามในอุดมการณ์ของตนต่อพรรคการเมืองจะเน้นการขับเคลื่อนแนวทางเสรีประชาธิปไตย

ขณะที่แนวดำเนินนโยบายทางการเมืองที่พรรคการเมืองมียุทธศาสตร์ชาติกำกับ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีประเด็นไหนผิด แต่จะต่างที่รายละเอียด ว่าด้วยการแก้ปัญหาประชาชนที่ต้องเหมาะกับสถานการณ์ เมื่อถึงที่สุดยุทธศาสตร์เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาต้องกล้าเปลี่ยน เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ใช่การดึงอำนาจให้กับนักการเมือง เช่นเดียวกับประเด็นรัฐธรรมนูญ แต่ต้องหาฉันทามติก่อนแก้ไข โดยไม่นำไปเป็นประเด็นที่สร้างความวุ่นวาย

สำหรับประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ นั้น ผู้สมัคร หมายเลข 1 กล่าวว่า ตนมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น รับประกันพืชผล ยืนยันจะนำกลับมาใช้เพราะเกิดประโยชน์ เพราะต้องมุ่งแก้ปัญหาจากฐานราก ไม่ใช่ช่วยแบบประชานิยม

คำถามสุดท้ายมาจากทางบ้าน ซึ่งถามว่าหากไม่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคจะลาออกจากพรรคหรือไม่ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าตนไม่เคยคิดว่าจะลาออกจากพรรค เพราะตั้งแต่ตนอายุ 27ปี ตนมีพรรคการเมืองเดียวในชีวิต และหากตนเป็นหัวหน้าพรรคจะยึดการให้เกียรติและรับฟังทุกคน อย่างไรก็ตามตนไม่เคยยึดติดตำแหน่ง หากการเลือกตั้งต่อไปล้มเหลวคือสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบ

"หลังวันที่ 5 พฤศจิกายน โจทย์ของหัวหน้าพรรคคือ เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาธิปัตย์เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เผด็จการ และคนโกง ผมผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์มานานตั้งแต่เรียนระดับประถม ตลอดทำงาน 27 ปีทุ่มเททำงาน ต่อสู้เพื่อพรรคและทุกสถานการณ์ทั้งนี้พรรคมีภัยคุกคามพรรค จึงต้องให้เจ้าของพรรคตัวจริงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสและนำพรรคไปสู่ความรุ่งเรือง" นายอภิสิทธิ์ แสดงวิสัยทัศน์ปิดท้าย


ขณะที่นพ.วรงค์ กล่าวว่าถึงจุดยืนหลังเลือกตั้ง ด้วยว่าตนวางเป้าหมายคือชนะเลือกตั้ง และไม่ยอมเล่นตามเกมที่ถูกกำหนดว่าให้ไปซ้ายหรือขวา โดยสิ่งที่ตนจะเดินหน้า คือ ปราบโกง ให้ทุกพรรคการเมืองเคารพกระบวนการยุติธรรม, ไม่ส่งเสริมสิ่งที่ไม่ชอบ และ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ หากพรรคไหนจาบจ้วง ตนไม่ขอร่วมด้วย ขณะที่การขยายฐานเสียงของพรรคไปในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นั้น ต้องใช้กลยุทธ์สร้างความใกล้ชิด ผ่านการกระจายอำนาจให้สาขาพรรค ขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองต่อการขับเคลื่อนพรรค คือ ใช้สวัสดิการแห่งรัฐ

ขณะที่แนวดำเนินนโยบายทางการเมืองที่พรรคการเมืองมียุทธศาสตร์ชาติกำกับ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการแก้ปัญหาเพราะเป็นหลักการที่ดี หากยุทธศาสตร์ใดที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหาจะเดินหน้า แต่หากพบเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความกินดีอยู่ดีต้องแก้ไข แต่ปัจจุบันไม่พบประเด็นที่เป็นอุปสรรค อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นปัญหาแท้จริง ไม่ควรสร้างประเด็นขัดแย้ง

ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจนั้น ผู้สมัคร หมายเลข 2 กล่าวว่าตนมีความใกล้ชิดกับเกษตรกร และประสบการณ์ที่เจอคือ ราคาผลผลิตตกต่ำ ทั้งที่สินค้ามีคุณภาพมากกว่าประเทศในภูมิภาค เช่น ยางพารา ที่พบว่ามีการส่งออกมากกว่าผลิตใช้ในประเทศ แต่ราคายังต่ำ ดังนั้นเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น หากการทุจริตถูกแก้ไข จะช่วยประชาชนให้พ้นความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง ดังนั้นสิ่งที่ตนจะทำคือ ออกกฎหมายให้เงินสินบนคนฟ้องเรื่องการโกง

คำถามสุดท้ายมาจากทางบ้าน ซึ่งถามว่าหากไม่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคจะลาออกจากพรรคหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนไม่อยากตอบ เพราะประชาธิปัตย์คือบ้าน ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นต้องอยู่ร่วมและช่วยทำงาน เพราะเป้าหมายของการลงชิงหัวหน้าพรรคคือสร้างบ้านให้แข็งแกร่ง แต่หากตนชนะเลือกตั้งชิงหัวหน้าพรรค ไม่ต้องห่วง เพราะการเมืองแบบตนใจใหญ่ หากตนเป้นหัวหน้าพรรคจะเชิญนายอลงกรณ์ และ นายอภิสิทธิ์ให้ช่วยและร่วมกันทำงานต่อไป เพราะถือเป็นคนเก่งและมีความสามารถ ในการนำพรรคประชาธิปัตย์เพื่อชนะเลือกตั้ง

"การเลือกตั้งที่เจ้าของพรรคมีส่วนร่วม การชิงหัวหน้าพรรคผมเหนื่อย เหมือนสู้กับระบอบทักษิณ และบางครั้งผมอ้างว้าง ไม่มีใครกล้าคุย แต่ผมถือว่าประชาธิปัตย์คือบ้านและพรรคของผม และจะเป็นพรรคสุดท้ายที่ผมใช้ชีวิตทางการเมือง" นพ.วรงค์ กล่าววิสัยทัศน์ ปิดท้าย

ส่วนนายอลงกรณ์ กล่าวในประเด็นถึงจุดยืนทางการเมืองหลังเลือกตั้ง ด้วยว่า ก่อนและหลังเลือกตั้ง หากพรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่งจะจัดตั้งรัฐบาลเองแน่นอน หากชนะเป็นอันดับสอง จะปล่อยให้พรรคชนะที่หนึ่งจัดตั้งรัฐบาลตามครรลอง และสิ่งสำคัญคือ ไม่เอานายกฯ คนนอกที่เป็นชนวนนำไปสู่วิกฤตชาติ และวงจรที่นำไปสู่การรัฐประหาร โดยตนในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล โดยสิ่งสำคัญคือ ยึดผลประโยชน์ของประชาชน ส่วนอุดมการณ์ทางการเมืองต้องบริหารภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการสร้างความเป็นเอกภาพและหัวหน้าพรรคต้องตัดสินใจแบบฟันธง คือ เสรีนิยมเสรีประชาธิปไตย

ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจนั้น ผู้สมัคร หมายเลข 3 กล่าวว่า ประเทศติดหล่มเพราะการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาต้องขจัดการผูกขาดผ่านกฎหมาย ผ่านการสร้างโมเดลเศรษฐกิจ 6 ด้าน อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล,เศรษฐกิจสร้างสรรค์, เศรษฐกิจเพื่อสังคม, เศรษฐกิจผู้สูงวัย เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งประเทศ โดยสิ่งสำคัญ คือ การสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้สังคมทุกระดับมีความเท่าเทียม ทั้งนี้รูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี ตนมองว่าไม่เกิดประโยชน์ให้ทั่วประเทศ ดังนั้นต้องขยายฐานไปสู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ เพื่อไม่ให้รวยกระจุก จนกระจายผ่านการวางโมเดลภายใต้ 6 โมเดลเศรษฐกิจ ลดการพึ่งทุน และเทคโนโลยีภายนอก

คำถามสุดท้ายมาจากทางบ้าน ซึ่งถามว่าหากไม่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคจะลาออกจากพรรคหรือไม่ นายอลงกรณ์ กล่าวตอบคำถามพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ สุดท้ายว่า "กว่าจะกลับมาประชาธิปัตย์ได้ ผมเจอวิบากกรรมมาก มีคนบอกว่าจะมาเป็นภารโรงก็ไม่ได้ ผมเอาน้ำเน่าจากคลองแสนแสบเพื่อมาดื่ม แต่ผมให้ทุกคนดื่มด้วย ซึ่งผมขอเปรียบว่าเป็นปัญหาการเมืองน้ำเน่า และวนกับรัฐประหาร รวมถึงไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ล้าหลังได้ ดังนั้น ผมขอเป็นตัวเลือกการเมืองสีขาว เพื่อให้คนทั้งประเทศเลือก หากให้ผมเป็นหัวหน้า จะขอใบลาออกจาก ส.ส.เขตล่วงหน้า หากพบว่ามีการโกง จะปลดออกจากการหาเสียงทันที รวมถึงเป็นรัฐบาลจะขอใบลาออกจากรัฐมนตรีทุกคนหากพบโกง ภายใน 36 ชั่วโมงชี้แจงไม่ได้ จะให้ออกทันที รวมถึงใบลาออกของผมจากตำแหน่งเช่นกัน"

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์