ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564

พ่อแม่ร้อง-ลูกชายพิการจากสาเหตุนำช้างเร่ร่อน

2.15K 13
พ่อแม่ร้อง-ลูกชายพิการจากสาเหตุนำช้างเร่ร่อน

พ่อแม่ลูกชายพิการร้องสื่อ เผยสาเหตุที่ลูกชายพิการมาจากทำผิดฐานนำช้างออกเร่ร่อนตามจังหวัดต่าง ๆ คนที่ติดช้างไปด้วยมี 4 คน เจ้าหน้าที่ ตำรวจนครนายก กลับนำนายพงษ์พันธ์เข้าห้องขังคนเดียว จนกลายเป็นต้องผ่าตัดสมองและเป็นผู้ป่วยติดเตียง

เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจากนายวิเชียร อายุ 60 ปี ต.นาหนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี จ. สุรินทร์ว่า ลูกชายตนเองชื่อนายพงษ์พันธ์ อายุ 35 ปี ได้รับจ้างนำช้างพลาย เพิ่มพูน ออกเร่ร่อนตามจังหวัดต่างๆ โดยมีเพื่อนที่ติดตามช้างไปด้วยมี 4 คน คือ มีนายพงษ์พันธ์, นายชนัต (อ๊อด) และอีก 2 คน เป็นสามีภรรยากัน (ไม่ทราบชื่อ) ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 ได้พาช้างพลายเพิ่มพูน ออกไปเร่ร่อนที่จังหวัดนครนายก บริเวณกลางใจเมือง และได้ข้ามเกาะกลางถนนไปแต่เกิดไปเดินเหยียบสายไฟ มีสายไฟโรยลงมาจากเสาไฟ พลายเพิ่มพูนได้ล้มลงและนายพงษ์พันธ์ ยังอยู่บนคอช้างจึงถูกไฟดูดไปด้วย เพื่อน ๆ ที่ไปด้วยกันช่วยดึงเสื้อพงษ์พันธ์ออกจากคอช้าง

ในเวลาต่อมาเต็มไปด้วยไทยมุง ต่อมาตำรวจก็เข้ามาตรวจที่เกิดเหตุ ทำการถ่ายรูปเก็บหลักฐานจากนั้นก็นำพงษ์พันธ์กับพวก 3 คน ไปยังสถานีตำรวจนครนายก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนำนายพงษ์พันธ์ เข้าห้องขังเพียงคนเดียวนอกนั้นปล่อยตัวไป แต่ นายชนัต (อ๊อด) เพื่อนบ้านเดียวกัน ไม่ได้เข้าห้องขังให้อยู่ข้างนอก แต่ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน นายอ๊อดจึงเฝ้าอยู่ที สภ.นครนายก

ส่วนตนเอง กับ นางบุญเพ็ง ผู้เป็นพ่อกับแม่ของนายพงษ์พันธ์ อยู่ทางบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ทราบข่าวจากข่าวทีวีประมาณทุ่มกว่าๆ เห็นลูกชายนายพงษ์พันธ์ เดินวนร้องไห้รอบพลายเพิ่มพูน พ่อแม่เห็นภาพ ลูกชายไม่เป็นไรไม่มีอาการบาดเจ็บใด ก็โล่งอกไปที ต่อมาเวลาประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังมาบอกว่านายพงษ์พันธ์อยู่โรงพยาบาลบอกแต่ว่าเป็นตายเท่ากัน ให้ลงมาดูอาการด่วน

จากนั้นตนจึงได้เหมารถชาวบ้านลงมาในคืนวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 ถึงจังหวัดนครนายกสว่างพอดี ไปเห็นแต่ร่างลูกชายนอนอยู่ในห้องไอซียู ของโรงพยาบาลนครนายกเห็นสภาพลูกชาย มีแต่เครื่องช่วยหายใจในห้องไอซียู ตนจึงได้ถามพยาบาลว่า ลูกชายเขาไปโดนอะไรมาถึงได้อาการหนักเพียงนี้ พยาบาลบอกว่านายพงษ์พันธ์ไปสะดุดล้มในห้องน้ำในห้องขัง นายวิเชียรผู้เป็นพ่อก็ไม่ได้เอะใจสงสัยอะไรทั้งสิ้น ต่อมาหมอต้องเจาะให้อาหารทางสายยาง พ่อกับแม่ต้องนอนเฝ้าดูอาการของลูกที่ รพ.นคร นายกเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ก่อนหมอจะอนุญาตให้นายพงษ์พันธ์กลับบ้านได้

เมื่อนายพงษ์พันธ์มาอยู่บ้าน เป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง กระดุกกระดิกไม่ได้ พูดไม่ได้ จะกินจะนอนจะอาบน้ำจะหนักจะเบาต้องอาศัยพ่อกับแม่ ครอบครัวเดือดร้อนมาก ได้รับความทุกข์ทรมาน แสนสาหัส การงานไม่ต้องทำต้องมานั่งเฝ้าพงษ์พันธ์ ตลอด 24 ชั่วโมง

ต่อมาในปี 2561นาย พงษ์พันธ์เริ่มมีความจำขึ้นมาบ้างแต่ทำอะไรไม่ได้ เพียงแสดงอาการ กิริยาได้บ้างเล็กน้อย เขาเริ่มรู้สึก และจำได้บ้างแต่พูดไม่ได้ น้ำลายไหลเป็นทางยาว น่าสังเวช สำหรับผู้ได้พบเห็นนายวิเชียรได้แต่บ่นด้วยความน้อยใจตนเองอาภัพอับโชค ว่ากรรมอันใดน้อ ต้องมาเลี้ยง ลูกพิการไม่คาดคิดว่าจะมาตกอับอาภัพอับโชควาสนาตอนวัยแก่ชราเช่นนี้ วอนผู้มี จิตเมตตา ได้ช่วยบริจาคทรัพย์อันพึงมีตามกำลังศรัทธาได้ช่วยเยียวยา นายพงษ์พันธ์ผู้ป่วยติดเตียง หรือหมอโรงพยาบาลใดจะรักษาพยาบาลให้ลูกชายมีชีวิตสติกลับคืนมาบ้าง

จากการเปิดเผยของนายวิเชียรผู้เป็นพ่อ ยังข้องใจมากสาเหตุที่ลูกต้องมาพิการนอนติดเตียงเช่นนี้ เพราะมาจากสาเหตุต้องมาเข้าห้องขัง โดยพยาบาลแจ้งว่า นายพงษ์พันธ์ ล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำห้องขังที่สภ.เมืองนครนายก ตนเองรู้สึกว่าไม่รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะเรื่องเหตุมันเกิดอยู่ที่ สภ.นครนายก ไม่มีการชี้แจงให้ญาติๆ รับทราบเลย ยิ่งเกิดความข้องใจมากเหตุที่ นายพงษ์พันธ์ต้องนอนติดเตียงนั้นมาจาก การลื่นล้มในห้องน้ำในห้องขัง ได้ยินได้ฟังยังข้องใจมากนายพงษ์พันธ์ ไปงุ่มง่ามจนถึงขั้นล้มหัวฟาดฟื้นเช่นนั้นเชียวหรือจากคำกล่าวอ้างของนางพยาบาล ตนเองใคร่ขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครนายกช่วยชี้แจงให้ตนเองรับทราบข้อสงสัยด้วย 


จากการสอบ ถาม นายพงษ์พันธ์ แล้ว (นายพงษ์พันธ์ ฟังสื่อภาษาออกแต่พูดไม่ได้ แต่ก็พอแสดงอาการได้บ้าง) ความ จำพงษ์พันธ์เริ่มฟื้นขึ้นมาบ้างพอถามได้บางเล็กๆน้อยๆ ถามว่าเป็นไรถึงได้ผ่ากะโหลก เขาก็สื่อความหมายอย่างเชื่องช้ามาก เขาแสดงเจตนาให้หันหน้ารถเข็นไปยังกำแพงบ้าน แล้วเอามือเขาเองไปกดที่ศรีษะตัวเอง เพื่อสื่อให้เข้าใจว่าเขาถูกเอาหัวโขกกับกำแพงห้องขัง ฟันหน้าของเขายังโยกมาจนถึงทุกวันนี้ เขาจับฟันให้ดู

ขอวอนสื่อได้เสาะแสวงหาความจริง ให้ปรากฏต่อสังคมด้วย เพราะตนเองก็เป็นชาวบ้านตาสีตาสาไม่มีความรู้ที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ให้กับลูก ยังข้องใจอีกเรื่อง คือการเกิดกรณีไฟฟ้าช็อตพลายเพิ่มพูนตาย ถามว่ามันเป็น ความผิดของใคร ความผิดของนายพงษ์พันธ์ด้วยหรือที่พาช้างไปเหยียบสายไฟที่ต่อ เชื่อมสายด้วยความมักง่ายความผิดส่วนนี้ไม่น่าจะตกอยู่ที่นายพงษ์พันธ์ความผิดเกิดไฟช็อตไฟดูดมันน่าจะตกอยู่ในความรับผิดชอบของไฟฟ้าหรือเทศบาลนครนายก แต่ทำไมต้องเป็น นายพงษ์พันธ์ ถ้าหากประชาชนคนเดินดินไปเหยียบเข้าเกิดตายขึ้นมา จะต้องเอาผิดเอาผิดญาติผู้ตายด้วยหรือ ส่วนส่วนพงษ์พันธ์นำพาช้างไปเหยียบเกิดช้างตาย ความผิดน่าจะเกิดกับนายพงษ์พันธ์ด้วยหรือฐานพาช้างเดินเร่ร่อน ด้วยความมักง่าย ทำไมตราบาปเช่นนี้ต้องตกเป็นของนายพงษ์พันธ์ด้วย

"ผมรู้สึกว่าลูกชายของผมไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเลย นายพงษ์พันธ์ลูกชาย มีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกอย่าง คือน้ำใจจากเจ้าของช้าง นายพงษ์พันธ์ เป็นลูกจ้างเจ้าของช้างพลายเพิ่มพูน ตั้งแต่ นายพงษ์พันธ์ได้รับเคราะห์กรรมเช่นนี้ เจ้าของช้างไม่เคยมาดูดำดูดีบ้างเลยจึงวอนสื่อได้ช่วยนำเสนอข่าวเพื่อให้เกิดความเป็นจริงปรากฏในสังคมด้วย" นายวิเชียร กล่าว 

สำหรับผู้ใจบุญที่อยากช่วยเหลือนายวิเชียร สามารถ เข้าช่วยเหลือได้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาไพขลา อ.ชุมพลบุรีจังหวัดสุรินทร์ เลขบัญชี 020127212956

เรื่องโดย วิจิตร ชุนหกิจขจร | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์