ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564

"สมคิด"ดันไทยฮับสตาร์ทอัพอาเซียน

1.27K 44
สมคิดดันไทยฮับสตาร์ทอัพอาเซียน

"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" สั่งทุกหน่วยงานร่วมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มจำนวนเอสเอ็มอีให้เป็นรากฐานที่เข้มแข็ง ตั้งเป้าแข่งสิงคโปร์ ยกระดับไทยเป็นฮับสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีของอาเซียน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงาน "SME Transform พร้อมเปลี่ยน ประชารัฐร่วมใจ เชื่อม SME ไทยสู่สากล" ว่า ปัจจุบันไทยมีเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 3 ล้านราย คิดเป็น 99.7% ของจำนวนวิสาหกิจทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคน นับเป็นห่วงโซ่การผลิตและเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่แท้จริง ซึ่งรัฐบาลพร้อมผลักดันเอสเอ็มอีให้เติบโตมากขึ้นกว่านี้ให้ได้ เพื่อจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นจากผู้ประกอบการขนาดเล็ก

ในขณะนี้ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของกระทรวงอุตสาหกรรม ก็คือการสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด มีความเข้มแข็ง รวมทั้งลงลึกสู่ธุรกิจใหม่ๆ ในด้านเอสเอ็มอีเกษตรและบริการ โดยรัฐบาลนี้ได้ทุกกระทรวงเข้ามาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวก็คือการสร้างเอสเอ็มอีใหม่ๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ มุ่งที่จะสร้างธุรกิจใหม่ๆ และขยายการค้าอีคอมเมิร์ชและการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเน้นในเรื่องการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เปลี่ยนมาเป็ฯมูลค่าเชิงพาณิชย์ สร้างเด็นรุ่นใหม่ที่มีฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มายกระดับเทคโนโลยีใหม่ๆ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเน้นนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งดึงภาคเอกชนต่างๆมาร่วมกันเป็นประชารัฐเพื่อปฏิรูปประเทศ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะต้องร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ เร่งสร้างนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ

โดยแกนหลักของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ก็คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้ปรับแนวคิดจากเดิมที่มุ่งเน้นการลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ ไปสู่การสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสตาร์อัพจำนวนมากให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทให้ความสำคัญสตาร์ทอัพรายใหม่ ซึ่งจะใช้แต่เพียงมาตรการด้านภาษีอย่างเดียวคงจะไม่พอ จะต้องหามาตรการใหม่ๆเพื่อจูงใจให้รายย่อยเกิดการลงทุน เช่น การหาเม็ดเงินเข้ามาสนับสนุนเอสเอ็มอี โดยการดึงดูดเวนเจอร์แคปปิตอลต่างชาติให้เข้ามาลงทุน เป็นต้น


นายสมคิด กล่าวว่า ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 จะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ผลักดันให้ไทยเป็นฮับสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีของอาเซียนแข่งกับสิงคโปร์ อะไรที่เป็นอุปสรรคกีดขวางต้องได้รับการแก้ไข กฎหมายฉบับใดล้าสมัยต้องได้รับการปรับปรุงให้สนับสนุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ซึ่งมั่นใจในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยมองว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะเป็นโอกาสของธุรกิจไทย อะไรที่กีดขวางหรือเป็นอุปสรรคขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข เช่น กฏหมายที่เกี่ยวข้อง การจดทะเบียน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยขอให้มีความคืบหน้าในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง รวมทั้งร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ตลอดจาขยายความร่วมมือไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพ

"รัฐบาลนี้เหลือเวลาทำงานเพียง 6 เดือน เรามีเวลาไม่มาก จึงอยากให้ข้าราชการร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเป็นตัวหลักในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ทำภารกิจนี้ จะต้องเป็นที่พึ่งพาเอสเอ็มอีในทุกๆเรื่อง"

ทั้งนี้รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับเอสเอ็มอีไทย สู่ Smart Enterprise เปลี่ยนจาก ทำมากได้น้อยเป็นทำน้อยได้มาก โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายดันจีพีเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 36% เป็นไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2564 โดยได้เน้นใน 4 เรื่องหลักๆที่สำคัญ ได้แก่

1. เงินทุน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมาเอสเอ็มอีส่วนใหญ่เข้าถึงได้ยาก โดยจะให้ธนาคารเข้าไปลงทุนในเรื่องบิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบบิ๊กดาต้า เพื่อดูข้อมูลผลประกอบการ สถานทางการเงิน และประวัติต่างๆอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการปล่อยสินเชื่อ โดยไม่ต้องอาศัยหลักทรัพย์ค้ำประกัน

2. เทคโนโลยี ถ้าเอสเอ็มอีไม่ปรับปรุงในด้านนี้จะมีต้นทุนการผลิตสูง และหาเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตได้ยากขึ้น เพราะโลกได้ปรับไปสู่การค้าระบบดิจิทัล ดังนั้นจะต้องผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบการค้าดิจิทัลให้ได้ นอกจากนี้ กระทรวอุตสาหกรรมก็มีศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (ไอทีซี) ซึ่งจะมีกองทุนต่างๆให้ความช่วยเหลือ

3. โค้ชชิ่ง เป็นเรื่องสำคัญที่สุด สถาบันการเงินจะต้องปรับวิธีการปล่อยสินเชื่อ จะต้องเน้นไปสู่ธุรกิจเอสเอ็มอี พร้อมๆกับการเข้าไปฝึกสอนให้เอสเอ็มอีเข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร และเอสเอ็มอีก็จะเติบโตอย่างเข้มแข็งเป็นลูกค้าระยะยาวต่อไป โดยในอนาคตหากธนาคารไม่เกาะกระแสปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ก็จะเสียส่วนแบ่งการตลาดไปแน่นอน

4. บิ๊กดาต้า เอสเอ็มอีจะต้องมีข้อมูลข่าวสารเชิงลึก เพื่อที่จะได้รู้ว่าตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างไร ตลาดที่น่าสนใจอยู่ที่ไหน โอกาสของธุรกิจะเป็นเช่นไร ภาครัฐจะต้องมีข้อมูลในเชิงลึกของทุกภาคธุรกิจ และบริการ จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซด์ต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีเห็นช่องทางการค้ารู้ว่าควรจะผลิตอะไร ผลิตให้ใคร

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ธพว. ได้ออกสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอีคนตัวเล็ก สำหรับผู้ประกอบการสตาร์อัพเอสเอ็มอีรายใหม่ มีวงเงินรวม 8 พันล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 1% วงเงินรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือจ่ายคืนเพียงวันละ 40 กว่าบาท และหากสตาร์ทอัพเอสเอ็มอีรายใด ใช้ระยะเวลาเริ่มธุรกิจที่ยาวนาน ก็สามารถชำระเพียงดอกเบี้ย ปลอดเงินต้นได้ 3 ปี หรือใน 3 ปีแรกจ่ายวันละเพียง 2.75 บาท ซึ่งสินเชื่อนี้จะใช้เวลาพิจารณาเพียง 7 วัน

ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสพิเศษ สตาร์ทอัพเอสเอ็มอีที่พึ่งเริ่มต้นธุรกิจ สามารถเข้ามาขอสินเชื่อได้โดยไม่ต้องมีอะไรมาค้ำประกัน แต่เอสเอ็มอีที่ขอสินเชื่อจะต้องเป็นนิติบุคลที่เข้าระบบของกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) หรือบริษัทจำกัด เป็นต้น รวมทั้งจะต้องเคยเข้าโครงการอบรมบ่มเพาะต่างๆของกระทรวงอุตสาหกรรม โครงการของอุทยานวิทยาศาสตร์ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นเอสเอ็มอีที่ดำเนินธุรกิจจริง

นอกจากนี้ ธพว. จะสนับสนุนเอสเอ็มอีเกษตร ต่อยอดจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. เนื่องจากจะยกระดับเกษตรกรให้พ้นจากความยากจนได้ จะต้องยกระดับไปสู่การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเกษตรกรที่จะเข้าร่วมจะต้องเป็นนิติบุคคล และผ่านการรับรองของสถาบันเกษตรกร เพื่อยืนยันว่าเป็นเกษตรกรตัวจริง

โดยในปัจจุบัน กองทุน 8 พันล้านบาท มีเอสเอ็มอีเข้ามาขอสินเชื่อแล้วประมาณ 2 พันล้านบาท และมีข้อตกลงให้กับ ธ.ก.ส. 1 พันล้านบาท คงเหลือวงเงินปล่อยกู้ได้อีกประมาณ 5 พันล้านบาท คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้หมดภายในเดือน ธ.ค.นี้ จากนั้นจะทบทวนโครงการว่าได้ผลดีแค่ไหน หากประสบผลสำเร็จก็จะของบประมาณจากรัฐบาล เพื่อใช้ในโครงการนี้ต่อไป

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend